ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ แบงก์ไทยพาณิชย์ วิเคราะห์โอกาสธุรกิจไทยใน AEC

ข่าวแจก-ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์

ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์
ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ แนะธุรกิจไทยเร่งสร้างข้อได้เปรียบเตรียมตักตวงโอกาสทางธุรกิจจาก AEC และพร้อมรับการแข่งขัน เน้นโอกาสที่เข้ามาในหลายรูปแบบโดยไม่จำเป็นต้องรอถึงปี 2015 พร้อมเผยผลการศึกษา SCB Insight เจาะลึกโอกาสของธุรกิจบริการใน AEC

ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ Chief Economist และ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนว่าทาง EIC ให้ความสำคัญกับการศึกษาวิเคราะห์และทำความเข้าใจประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC มาโดยตลอด โดยเฉพาะในแง่มุมโอกาสและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจไทย ซึ่งเป็นลูกค้าสำคัญของธนาคาร และได้จัดทำเป็นรายงาน SCB Insight ที่เจาะลึกธุรกิจบริการหลากหลายขึ้นจากฉบับก่อนหน้าที่จัดทำและเผยแพร่ไปเมื่อปี 2011 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ สำหรับ AEC ในเบื้องต้น เรามองว่าจะทำให้กฎเกณฑ์ ระเบียบ และสภาวะแวดล้อมการดำเนินธุรกิจจะเปลี่ยนไปในทางที่สะดวกมากขึ้น ตลาดที่มีขนาดใหญ่กว่าตลาดในประเทศ 10 เท่า และมีความหลากหลายมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็จะมาพร้อมกับการแข่งขันทางธุรกิจที่สูงขึ้นด้วย

“โอกาสทางธุรกิจจะเกิดขึ้นทั้งจากตลาดและการใช้ปัจจัยการผลิตในต่างประเทศ และจากตลาดในประเทศที่จะขยายตัวจากการรวมตัวทางเศรษฐกิจ โดยการตักตวงโอกาสในต่างประเทศ ในปัจจุบันสามารถทำได้แล้วจากทั้งการขยายตลาดสินค้าไปในอาเซียน และการมีทางเลือกใช้วัตถุดิบที่หลากหลายขึ้นจากอาเซียนด้วยการใช้ประโยชน์จากอัตราภาษีนำเข้า 0% ในขณะที่ระยะต่อไปอาจจะเป็นการขยายการลงทุนไปยังอาเซียน ซึ่งรูปแบบการเข้าไปในประเทศอาเซียนคงขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกันไป บางธุรกิจอาจจะคุ้มค่าสำหรับการย้ายฐานการผลิตไป บางธุรกิจอาจจะเข้าไปลงทุนเพื่อครองตลาดในท้องถิ่น ซึ่งยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องพิจารณา เช่น ความสามารถในการเข้าถึงตลาดเป็นอย่างไร ความเป็นไปได้ในการเข้าถึงผู้บริโภคชาวมุสลิมที่เคร่งครัด หากบริษัทผู้ผลิตหรือเจ้าของธุรกิจไม่ได้เป็นศาสนาอิสลาม เป็นต้น” ดร.สุทธาภากล่าว

ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีนักลงทุนไทยที่เข้าไปลงทุนด้านเกษตรกรรม ทั้งในลักษณะของ contract farming และการขอรับสัมปทานจัดสรรพื้นที่เพาะปลูกจากรัฐบาลในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านแล้วหลายราย ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมน้ำตาลของไทย ได้รับสัมปทานที่ดินปลูกอ้อยเพื่อผลิตน้ำตาลในลาวกว่า 60,000 ไร่ อุตสาหกรรมยางพารา เข้าไปทำสวนยางและเตรียมสร้างโรงงานผลิตยางสำเร็จรูป 3 แห่งในลาว อุตสาหกรรมการเกษตร เข้าไปสัมปทานปลูกข้าวโพดและพืชเลี้ยงสัตว์ในพม่าและลาว อุตสาหกรรมกระดาษ เข้าไปลงทุนปลูกยูคาลิปตัสในลาว เป็นต้น โดยพบว่า การลงทุนเหล่านี้ล้วนมีส่วนสำคัญในการเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา

“ธุรกิจค้าปลีกเป็นอีกหนึ่งธุรกิจบริการที่มีโอกาสมากขึ้นได้ ด้วยการเน้นสร้างความแตกต่างและเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบนในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยเฉพาะจากแนวโน้มการเติบโตของความเป็นเมืองในอินโดนีเซียและเวียดนาม ประกอบกับสัดส่วนผู้บริโภคในกลุ่มชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น ที่ส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคมีสัดส่วนการใช้จ่ายสินค้าประเภทอาหารสดลดลง และบริโภคอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น อีกทั้งเริ่มมีความต้องการสินค้าและบริการที่หลากหลายรวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าประเภท non-grocery ซึ่งความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปย่อมส่งผลต่อรูปแบบที่เหมาะสมในการเข้าไปลงทุน”

ในส่วนของโอกาสทางธุรกิจจากตลาดในประเทศไทยเองนั้น ดร.สุทธาภามองว่า AEC เอื้ออำนวยให้ตลาดในประเทศมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น ทั้งในแง่ของขนาดตลาดและความหลากหลาย ซึ่งจะเป็นผลมาจากทั้งกิจกรรมการค้าการลงทุนที่จะเพิ่มขึ้นจากการกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางบกของไทย และการไหลเข้ามาของลูกค้าต่างประเทศเพื่อใช้บริการจากธุรกิจที่ไทยมีจุดเด่น

ตัวอย่างที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน คือ ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพซึ่งเป็นธุรกิจที่ไทยมีข้อได้เปรียบอยู่แล้ว สังเกตได้ว่าคนไข้ต่างประเทศของไทยมีมากที่สุดหากเทียบคู่แข่งในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ โดยเรามีคนไข้ต่างประเทศต่อปีประมาณ 1.4 ล้านคน สิงคโปร์มีประมาณ 600,000 คน AEC จะเอื้อให้ไทยมีตลาดที่ใหญ่ขึ้นจากอาเซียนด้วยการเดินทางในภูมิภาคที่สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากอินโดนีเซีย ที่ปัจจุบันกระจุกตัวใช้บริการอยู่ในมาเลเซียและสิงคโปร์มากกว่า

ทั้งนี้ความมีชื่อเสียงเฉพาะด้านของไทย เช่น จุดเด่นทางด้านศัลยกรรมพลาสติก และการดูแลสุขภาพช่องปาก ร่วมกับชื่อเสียงของแหล่งท่องเที่ยว อาจเป็นหมัดเด็ดในการขยายตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยในอาเซียนเพิ่มเติมจากกลุ่มตลาดคนไข้ต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง ซึ่งไทยเป็นผู้นำอยู่แล้วในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น การที่ AEC ช่วยอำนวยให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานพยาบาลได้ง่ายขึ้น คาดว่าจะเป็นอีกหนทางในการช่วยลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ของไทย

ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์กล่าวต่อถึงความท้าทาย ที่จะมาพร้อมกับโอกาสทางธุรกิจที่กล่าวไปแล้วในข้างต้นว่า อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทุกธุรกิจต้องไม่ทิ้งคือการเตรียมรับมือจากความท้าทายที่จะเกิดขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ต่างๆ และการเพิ่มขึ้นของคู่แข่งทางธุรกิจ เพราะธุรกิจจะต้องดำเนินภายใต้กฎเกณฑ์และระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น อาจจะมีการกำหนดมาตรฐานสินค้าร่วมกันใหม่ ซึ่งธุรกิจอาจจะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตการจัดส่งตามกระบวนการศุลกากรที่สะดวกขึ้น แต่ธุรกิจก็จะต้องทำความเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์ได้ รวมไปถึงเรื่องการเปิดเสรีการลงทุนที่ทำให้มีคู่แข่งทางธุรกิจเพิ่มขึ้น เช่น ศักยภาพการกลายเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของไทย ก็เปรียบเสมือนเค้กก้อนโตที่จะดึงดูดให้ธุรกิจจากประเทศต่างๆ ในอาเซียนสนใจเข้ามาลงทุน จึงไม่ได้เป็นแค่โอกาสสำหรับเฉพาะธุรกิจไทยเท่านั้น

“สิ่งที่ธุรกิจควรจะทำตั้งแต่ตอนนี้คือ ควรจะเริ่มตั้งแต่สำรวจธุรกิจตนเอง ศึกษาโอกาสและคู่แข่ง ทำความเข้าใจและประเมินความเสี่ยง เพื่อที่จะหาอาวุธของธุรกิจให้พร้อมรับการแข่งขัน เพราะการดำเนินธุรกิจบางเรื่องเราอาจจะได้เปรียบ บางเรื่องเราอาจจะเสียเปรียบ หาโอกาสที่เหมาะสมด้วยการศึกษาหาข้อมูลในเรื่องของกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไปจากข้อตกลงต่างๆ ของ AEC และการศึกษาตลาดและรากฐานการทำธุรกิจประเทศอาเซียนต่างๆ เพราะบางธุรกิจอาจจะจำเป็นต้องหาธุรกิจพันธมิตรในท้องถิ่นจึงจะสำเร็จ หรือศักยภาพแรงงานประเทศต่างๆ อาจจะยังไม่สอดคล้องความต้องการของธุรกิจแม้จะมีราคาถูกกว่า เป็นต้น และสุดท้ายคือ ความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจความเสี่ยงในด้านต่างๆ ทั้งในเรื่องของ credit risk และ country risk เพื่อสามารถบริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.สุทธาภากล่าว