ทีเอ็มบี Make THE Difference คำถาม-ทำไมต้องรอ! กับ ”นาวิน ต้าร์” อย่าใช้ชีวิตตามผลลัพธ์

16 พฤษภาคม 2012

นายภารไดย ธีระธาดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทีเอ็มบี(ซ้าย)และดร.นาวิน เยาวพลกุล นาวิน ตาร์(ขวา)

นายภารไดย ธีระธาดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทีเอ็มบี(ซ้าย)และดร.นาวิน เยาวพลกุล นาวิน ตาร์(ขวา)แถลงข่าวเปิดตัวโฆษณาชุดใหม่

โฆษณา Make THE Difference พลังในตัวคุณเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น ชุดปันหยีเอฟซี ของธนาคารทหารไทย หรือทีเอ็มบี เพื่อสื่อความหมาย Make THE Difference ให้เข้าใจง่ายๆ ได้รับการตอบรับจากผู้ดูกว่า 2 ล้านคนบนยูทูบและถูกแปล 17 ภาษา ไม่นับรวมรางวัลที่ได้รับ

คนทุกคนต้องการการจุดประกายความคิด การกระตุกแค่นิดเดียว บางครั้งก็ทำให้คนๆ นั้น “คลิก” เปลี่ยนตัวเองได้

การ Change ที่ผ่านมา เป็นกระบวนการ Transformation สร้างใหม่ตลอดเวลาไปสู่แบรนด์ Make THE Difference ของทีเอ็มบี ซึ่งค่อยๆ สะท้อนออกมาในทุกๆ กิจกรรม เพื่อดึงพลังของพนักงาน ผู้บริโภค ชุมชน ช่วยกันขับเคลื่อนไปสู่สิ่งที่ดีกว่าของตัวเอง องค์กร ชุมชน และสังคม

Why wait!! ทำไมต้องรอ จึงเป็นโฆษณาเติมภาวะฉุกคิดจากแรงบันดาลใจไปสู่การลงมือทำ

“ผมเลือกที่จะรอ รอที่จะใส่ใจ รอที่จะทำตามฝัน รอที่จะเป็นผู้ชายที่ดี รอที่จะเป็นลูกที่ดี รอ…จนเกือบหมดโอกาส ทำไมต้องรอ !!”

ในภาพยนตร์โฆษณาชิ้นนี้ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกือบทำให้คนๆ หนึ่งหมดโอกาสที่จะทำอะไรที่ได้แต่วาดฝันไว้ ครั้งนี้จึงกระตุกด้วยคำถามที่ว่า…ทำไมต้องรอ!!

“ผู้บริโภคทุกคนต้องการทำชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น แต่หลายคนมักจะคิดว่ารอพรุ่งนี้ก็ได้ ก็อยากให้กลับไปดู กลับไปสังเกตชีวิตตัวเองว่าได้ทำอะไร ไม่ทำอะไร ทบทวนตัวเอง แค่เปลี่ยนสักเล็กน้อย เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ อย่างในโฆษณาที่กลับไปขออภัยแม่“ นายภารไดย ธีระธาดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทีเอ็มบี กล่าว

พร้อมกล่าวว่า “วิธีที่เราทำแบรนดิ้งเพื่อให้เป็นแรงบันดาลใจทำสิ่งที่ดีในชีวิตของเขา ผมเชื่อว่าในระยะยาวจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคที่ยาวนานกว่า ปีที่แล้วให้ผู้บริโภคเห็นและเข้าใจคอนเซ็ปต์ Make THE Difference ปีนี้ท้าทายมากขึ้น ให้ผู้บริโภคลุกขึ้นและทำจริง”

โฆษณา Make THE Difference อันนี้เป็นพื้นฐานสำหรับผลิตภัณฑ์ของทีเอ็มบี สิ่งที่เราหวังคือ พอเราปล่อยนวัตกรรมใหม่ออกไป ผู้บริโภคจะเข้าใจว่า อ๋อ โอเค นี่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ Make THE Difference ในชีวิตของเขาได้ คนจะเข้าใจว่าสิ่งทีเอ็มบีทำคือการท้าทายสิ่งที่ไม่เคยมีและหาวิธีทางทำให้เป็นไปได้ และอยากให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเขาอยู่ได้อย่างไรที่ไม่มีผลิตภัณฑ์ตัวนี้

ขณะเดียวกัน ได้ยกตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นในทีเอ็มบีที่ไม่รอใคร ไม่มีคำว่า Why Wait? การลงมือทำเปลี่ยนตัวเอง Make THE Difference ได้ อาทิ

“ธาริดา สุทธิวรกุล” พนักงานแม่บ้านทำความสะอาด มาเป็นพนักงานลูกค้าสัมพันธ์ … from housekeeper to top Sales Agent กลายเป็นพนักงานขายอันดับต้นๆ ของทีเอ็มบี

“อมรเทพ ศุภวิไล” จากเด็กแว้น มาเป็นผู้จัดการอาวุโสสื่อสารการตลาด เอสเอ็มอี-ขนาดเล็ก … Street racer turned successful banker

“สิริวรรณ ศรีจันทร์” ผู้จัดการสนับสนุนและประสานงานขาย ทีมขายธุรกิจสินเชื่อสาขา อุทิศเวลาเป็นอาสาสมัครกู้ภัย … Banker by day, saving lives by night

“ศิริณี อักษรมี” พนักงานรับโทรศัพท์ประจำสำนักสีลมที่สายตามืดมิด แต่เอาชนะอุปสรรค … Determination that knows no bounds

เช่นเดียวกัน ดร.นาวิน เยาวพลกุล อาจารย์มหาวิทยาเกษตรศาสตร์ หรือนาวิน ต้าร์ ที่ใครรู้จักในฐานะนักร้อง นักแสดง จากเด็กเกเร ถูกไล่ออกจากโรงเรียน 2 ครั้ง เมื่อถึงจุด “คลิก” ชีวิตก็เปลี่ยน

ดร.นาวิน เยาวพลกุล (นาวิน ตาร์)

ดร.นาวิน เยาวพลกุล (นาวิน ตาร์)

นาวิน ต้าร์ ตอบคำถาม Make THE Differrence ในชีวิตตัวเองว่า “ถ้าพูดถึงการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่มันก็คือการเปลี่ยนแปลง ใครก็ทำได้ แต่บางทีสิ่งที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจคือ ความจริงที่อยู่รอบตัวเรา มันเป็นแค่ความจริงที่คนรอบๆ ตัวเราคิดว่าเป็นความจริง มันคือ “เพอร์เซปชั่น” เท่านั้นเอง เมื่อไรที่เราเข้าใจว่ารอบๆ ตัวเรา มันเป็นแค่สิ่งที่คนอื่นคิดว่ามันจริง และคนเหล่านั้นไม่ได้เก่งกว่าเราเท่าไหร่ มนุษย์ทุกคนมีดีของตัวเอง ทุกคนมีดีของตัวเอง เราจะเข้าใจว่าการที่เราทำอะไรบางอย่างแม้จะเล็กๆ น้อยๆ มันมีผลกระทบมากๆ กับสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา

ถ้าถามว่าคุณอยากเปลี่ยนโลกไหม แต่ถ้าเปลี่ยนได้ทุกคนก็อยากเปลี่ยน อยากลองดู แต่นั่นคือข้อผิดพลาด เพราะเรารู้ดีว่าเราทำได้แต่เรื่องเล็กๆ เราจะเปลี่ยนโลกได้อย่างไร การคิดแบบนั้นมันเป็นทัศนคติที่ทำให้เราท้อแท้ว่าเราไม่ควรทำอะไรเลย หากเราเข้าใจและคิดว่าทำได้เท่าที่เราทำ การเปลี่ยนแปลงหากจะคิดจะเปลี่ยน จะเล็กจะใหญ่ก็เปลี่ยนทั้งนั้น หากเราริเริ่มจะเปลี่ยนมันเปลี่ยนแล้ว โดยตัวมันเอง

“สิ่งที่ผมอยากจะพูด ไม่รู้เข้าใจยากเกินไปไหม เวลาเราใช้ชีวิตอยู่กับผลลัพธ์เสมอมันเครียด เราเป็นใคร ทำไมเราต้องยอมรับสภาพกับผลลัพธ์ๆๆๆ ถึงเวลาหรือยัง ที่จะไม่ต้องคิดถึงผลลัพธ์ คิดว่าตัวเองอยากทำอะไรดีกว่าไหม บางครั้งคนเราถูกล่อโดยผลลัพธ์ เหมือนอย่างที่เรามีความอยากจะเปลี่ยนโลกเพราะคิดว่าผลลัพธ์จะออกมาดี เราจะถูกหลอกล่อด้วยผลลัพธ์ มันมาเป็นแพคเก็จ มันสำเร็จมาเรียบร้อยแล้ว

อยากให้ทุกคนลองคิดดูว่า เราจะทำอะไรสักอย่าง เราไม่ได้ทำเพราะหวังว่าผลลัพธ์จะออกมาดี แค่เราเริ่มทำมันก็ดีแล้ว

“ที่หลายๆ คนไม่รู้ คือ ผมไม่ใช่เด็กเรียน และที่เรียนมาก็ไม่ใช่เด็กเรียน เป็นเด็กเกเรมาก โดนไล่ออกมา 2 โรงเรียน เพราะคะแนนพฤติกรรมตก เป็นคนไม่สนใจเรื่องคะแนนนี้ ความเป็นเด็กวัยรุ่นรู้สึกว่าตัวเราใหญ่กว่าเรา พยายามทำอะไรที่แสดงตัวเรา และเกเรแกล้งเพื่อนจนเกิดการบาดเจ็บ ก็โดนไล่ออก

โดนไล่ออกครั้งแรกมาอยู่อีกโรงเรียนหนึ่ง ก็ยังคิดไม่ได้ แต่ก็เริ่มไม่แกล้งเพื่อน เริ่มสนใจคะแนนพฤติกรรม แต่เป็นการแก้ผิด เพราะไม่ได้เปลี่ยนตัวเอง แค่สนใจว่าอย่าให้โดนไล่ออกอีก แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ โดนไล่ออกครั้งที่สอง ทะเลาะเพราะเรื่องศักดิ์ศรี

หลังจากโดนไล่ออก 2 ครั้ง ก็เปลี่ยนไป พยายามเรียนหนังสือ ใช้เวลาที่เหลือเรียน โชคดีที่สอบเทียบและสอบเอ็นทรานซ์ได้ เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยก็ตั้งใจว่าเอาสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ มาใส่ใจว่าสิ่งที่เราทำอยู่ เรียนได้ที่หนึ่งของคณะทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ ก็กลายมาเป็นนาวินต้าร์ที่เป็นเด็กเรียนไป

ผลของ Make THE Differrence มีผลกับคนรอบข้างใกล้ตัวมาก พ่อแม่คิดว่าเราเปลี่ยนไปแล้ว เขาไม่เคยหวังกับเราแต่เราทำได้ ที่นอกเหนือจากนั้นคนที่เคยรู้ประวัติเราว่าเป็นเด็กเกเร ก็สร้างแรงบันดาลใจบางอยางให้เขาลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองในทางที่ดีขึ้น ผมคิดว่าเป็นของขวัญ ทำให้การมีอยู่ของเราทุกวันมีค่า ภูมิใจ เราไม่เคยหวังให้ใครมาทำตาม จริงๆ เราทำดีที่สุดเพื่อตัวเราเองเท่านั้นเอง เพราะเราเริ่มได้แค่นี้

นาวิน ต้าร์ ย้ำว่า “ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนโลกได้ แต่เราเปลี่ยนตัวเองได้ เกิดผลกระทบไปสู่คนอื่นที่มองเห็นในสิ่งที่เราทำ การทำอะไรมีความสำคัญหมด ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องน้อย ถ้าเราทำด้วยความรักที่จะทำ”

เมื่อถามว่าอะไรล่ะที่ทำให้เราเปลี่ยน ทำให้คลิก มาสะกิดให้เปลี่ยนได้ มันเป็นเรื่องที่ตอบยากมาก แต่ตอบได้ว่าไม่ว่าคุณจะทำอะไร ขอให้เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ รอบๆ ตัวเราที่เราสามารถทำได้ ตอนนั้นเด็กชายนาวินต้าร์ไม่คิดว่าจะสอบเอ็นท์ติด สอบได้ที่หนึ่งของคณะ แต่เราคิดแค่ว่าวันนี้จะไปเรียนเวลานี้ และสนใจเนื้อหาในบทนี้ เพราะมันน่าสนใจดี เพียงแต่เราพยายามหาในสิ่งที่เรารักรอบๆ ตัวเท่านั้นเอง บางคนชอบฝันใฝ่ไปไกลว่าอยากทำในสิ่งที่ฉันรัก แต่มันเป็นฝันที่เด็กๆ ทำกัน แต่บางครั้งพอเราโตขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆ อย่างที่เราทำไม่มีอะไรที่เรารักมากสุด อะไรที่เราเกลียดสุด บางทีสิ่งที่เกลียดก็กลับมารัก บางทีสิ่งที่เรารักมาก พอทำก็เบื่อ อย่างเด็กที่เกาะปันหยี เขารักที่จะเตะฟุตบอล ไม่ได้หวังที่จะได้แชมป์ในตอนแรก แต่ก็ได้แชมป์ภาคใต้ 7 สมัย

ดังนั้นต้องรักในสิ่งที่ทำ ลงมือทำ แล้วก็จะดีเอง เพียงแค่ใช้พลังในตัวคุณ เปลี่ยนตัวคุณเอง และรอบๆ ตัวคุณก็จะเปลี่ยนด้วย

เครือข่ายสังคม