สานสัมพันธ์กองทัพจีน เดินแผนจัดซื้อ “เรือดำน้ำ-จรวดหลายลำกล้อง-เครื่องบิน”

10 พฤษภาคม 2012

พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม หารือกับ นายสี จิ้น ผิน รองประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา

พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม หารือกับนายสี จิ้น ผิน รองประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา

การเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของคณะนายทหารระดับหัวแถวของกองทัพไทย เมื่อวันที่ 25 – 28 เมษายน ที่ผ่านมา ที่นำทัพโดย “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม “บิ๊กเปี๊ยก” พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม กับ ผบ.เหล่าทัพ พร้อมนายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพไทย เพื่อสานสัมพันธไมตรีรวมถึงความร่วมมือด้านการทหารระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ

ขณะเดียวกัน ทางเจ้าภาพจีนมีนายสี จิ้น ผิง รองประธานาธิบดีจีน และ พล.อ.เหลียงกวงเล่ย รมว.กลาโหมจีน ให้การต้อนรับ และร่วมประชุมในกรอบความร่วมมือต่างๆ โดยเฉพาะการฝึกร่วมทั้งทางบกและทางทะเล และการศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน

นอกจากนี้ “กองทัพจีน” ได้จัดโปรแกรมพาคณะทัวร์ไทย ชมอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยของกองทัพจีน อาทิ อากาศยานปีกหมุน (เฮลิคอปเตอร์ Z-9) รวมถึงการเปิดให้เยี่ยมชม “สถาบันเรือดำน้ำ” พร้อมให้เข้าไปชมในเรือดำน้ำชั้น “หยวน” (Type 039A) ในเมืองชิงเต่า ที่ตั้งอยู่ในมณฑลซันตง ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของจีน

จนมีข่าวลือว่า ทัวร์เมืองจีนครั้งนี้ “พล.อ.อ.สุกำพล” ต้องการพา “บิ๊กหรุ่น” พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร. มาชมอาวุธที่เกี่ยวกับกองทัพเรือโดยเฉพาะ ซึ่งมี ฮ.Z-9 เป็น ฮ.เอนกประสงค์ที่ใช้ทางยุทธวิธีและทางยุทธการ ซึ่ง ฮ.Z-9 จะใช้จอดและประจำการบนเรือในทะเลคล้ายซีฮอว์กของสหรัฐอเมริกา แต่ที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นการเดินทางมา “สถาบันเรือดำน้ำ” เพื่อมาดูศักยภาพความก้าวหน้าของเรือดำน้ำจีนนั่นเอง ว่าจะคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพในการใช้ดำน้ำในอ่าวไทยได้หรือไม่

ตามรายงานข่าวระบุว่า เรือดำน้ำชั้น “หยวน” (Type 039A) เป็นเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้ารุ่นล่าสุดและก้าวหน้าที่สุดของจีน ภายใต้แผนพัฒนาของจีนตลอด 7 ปีข้างหน้า จีนจะสร้างเรือดำน้ำชั้น “หยวน” (Yuan-Class) จำนวน 30 ลำ ซึ่งเป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธนิวเคลียร์และใช้ระบบ AIP (Air Independent Propulsion) ทั้งหมด จีนได้พัฒนาเทคโนโลยีของระบบ AIP มานาน ระบบนี้จะทำให้เรือดำน้ำสามารถปฏิบัติการอยู่ใต้น้ำได้นานเท่านานและเงียบเชียบโดยไม่ต้องโผล่ขึ้นมารับออกซิเจนธรรมชาติเหนือน้ำ และต่อไปนี้เรือดำน้ำที่จีนมีอยู่จะใช้ระบบ AIP ทั้งหมดเช่นกัน รวมทั้งเรือชั้นซ่ง (Song-Class) กับชั้นหมิง (Ming-Class) ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า

“การเดินทางครั้งนี้ กองทัพจีนพาไปดูอาวุธยุทโธปกรณ์ว่ามีความทันสมัยเพียงใด มีการสาธิตโชว์ของบริษัทต่อเรือ, ฮ.Z-9 รวมทั้งพาไปดูโรงเรียนสถาบันเรือดำน้ำ และเรือดำน้ำรุ่น Type 039A (ชั้นหยวน) อย่างไรก็ตาม จีนไม่ได้เสนอขายให้เรา เพียงแต่ให้ชมเทคโนโลยีของเขาในปัจจุบัน ว่าเรือดำน้ำจีนมีความสามารถขนาดไหนเท่านั้นเอง การเดินทางไปครั้งนี้ไม่มีนัยยะอะไร” พล.ร.อ.สุรศักดิ์กล่าว

เฮลิคอปเตอร์ปีหมุนจีน Z-9

เฮลิคอปเตอร์ปีหมุนจีน Z-9

แต่รายงานข่าวระบุว่า การเยือนจีนครั้งนี้ ทาง “กองทัพไทย” ได้ขอรับการสนับสนุนด้านการศึกษาเรือดำน้ำจากจีน โดยทาง “กองทัพเรือ” ได้หารือกับ “ผบ.รร.เรือดำน้ำ” ขอให้จีนรับทหารเรือไทยมาศึกษาที่สถาบันเรือดำน้ำของจีน โดยทางจีนก็ได้ตอบตกลง และพร้อมให้การสนับสนุนทางกองทัพเรือไทย ซึ่งคงจะมีการดำเนินการตามข้อตกลงในเร็วๆ นี้

ทำให้งานนี้ ถึงแม้กองทัพเรือจะยังไม่มีเรือดำน้ำเป็นของตัวเอง ภายหลังล้มโครงการจัดซื้อ “เรือดำน้ำ” มือสองแบบ U-206A จากกองทัพเรือเยอรมนี จำนวน 6 ลำ งบประมาณ 7.6 พันล้านบาท เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

แต่โครงการ “เรือดำน้ำ” ก็ยังเดินหน้าต่อไป และเตรียมตัวส่งบุคคลากรไปศึกษาหาความรู้ที่ “สถาบันเรือดำน้ำ” ในเมืองชิงเต่า ไม่ช้าก็เร็ว อีกทั้งการเดินทางเยือนจีนของ “คณะนายทหารไทย” ครั้งนี้ ที่เจาะจงไปที่ สถาบันเรือดำน้ำ เพื่อไปดูเรือดำน้ำรุ่น Type 039A

ทำให้เซียนการเมืองมองว่า งานนี้อาจไปหยั่งเชิงจีน รวมถึงส่งสัญญาณไปที่พ่อค้าอาวุธเรือดำน้ำจากเกาหลีอีกทาง ส่วน “พล.อ.อ.สุกำพล” จะตกลงใจซื้อเรือดำน้ำจีนจริงหรือไม่ เร็วๆ นี้คงมีคำตอบ

ขณะที่กองทัพบกไทย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. มีแผนเตรียมจัดซื้อจรวดหลายลำกล้องแบบนำวิถีจากจีน เพื่อใช้ทำลายเป้าหมายที่อยู่ลึกเข้าไปในเกือบ 200 กิโลเมตรจากไทย อาทิ ฐานที่มั่นข้าศึก โรงเก็บอาวุธ โรงรถถัง คลังแสง คลังนำมั่น โรงไฟฟ้า เป็นต้น โดยขณะนี้กรมสรรพาวุธกองทัพบกกำลังดำเนินการเพื่อเตรียมแผนขออนุมัติการจัดซื้อ

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ประเทศไทยมีโครงการสร้างจรวดหลายลำกล้อง DTI-1 ที่พัฒนาโดยสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์กรมหาชน) ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมากจากจีนตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งไทยสามารถผลิตจรวดหลายลำกล้องได้เองแล้วก็ตาม แต่ก็ยังด้อยประสิทธิภาพ จากการที่เวลายิงจรวดออกไปแล้วจรวดจะส่าย หวังผลไม่ได้ 100 %

ส่วนทางกองทัพอากาศ ว่ากันว่า “บิ๊กเฟื่อง” พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. สนใจเครื่องขับบินรบจากจีนไม่น้อย ซึ่งใน 1 ใน 5 เสืออากาศ เคยระบุแผนพัฒนากองทัพอากาศในอนาคต หากจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบกริพเพนจากสวีเดนครบแล้ว ถ้ากองทัพอากาศมีงบประมาณ ก็จะเปลี่ยนแผนไปซื้อเครื่องบินรบจากชาติอื่นแทน ซึ่งเครื่องบินรบจากจีนเป็นลำดับต้นๆ ที่กองทัพอากาศไทยกำลังพิจารณาจัดซื้อ เพื่อให้กองทัพอากาศในอนาคตมีเครื่องบินรบที่หลากหลาย แต่สามารถนำมาใช้ประสานการปฏิบัติภารกิจให้มีประสิทธิภาพที่สูงสุด

ทั้งนี้ จากการเดินทางเยือนจีนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต่อด้วยผู้นำทางทหาร บ่งบอกถึงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในอนาคต ที่มองว่าจีนกำลังเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในเอเชีย ในเรื่องเศรษฐกิจ การค้าขาย การขนส่ง และความร่วมมือด้านต่างๆ

โดยเฉพาะด้านการทหาร ที่กองทัพเริ่มมองถึงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์จากจีนที่มีคุณภาพไม่ด้อยไปกว่าชาติอื่น ถึงแม้ขีดความสามารถจะไม่เทียบเท่าประเทศมหาอำนาจก็ตาม แต่ก็มีประสิทธิภาพไม่น้อย และสิ่งที่กองทัพกำลังต่อยอดถึงความร่วมมืออื่นๆ ที่จะได้ตามมา ทั้งในเรื่องการศึกษาเพื่อการพัฒนาบุคลกรกองทัพวันข้างหน้า

คณะผู้นำทางทหารไทยร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการของรัฐบาลจีน 26 เม.ย.ที่ผ่านมา

คณะผู้นำทางทหารไทยร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการของรัฐบาลจีน 26 เม.ย.ที่ผ่านมา

เพียงไม่กี่วันหลัง “คณะนายทหาร” กลับจากจีน “พล.อ.อ.สุกำพล” ก็ต้องมาเผชิญกระแสข่าวการปรับย้ายคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปู 3 ภายหลังสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เตรียมปลดล็อคทางการเมือง ทำให้เริ่มมีข่าวปล่อยออกมาว่า “พล.อ.อ.สุกำพล” อาจไม่รอด ต้องเสียเก้าอี้ “สนามไชย1” ใน ครม.ปู 3

บุคคลในบ้านเลขที่ 111 ที่มีแววและมีบารมีพอมานั่งใช้รหัส “สนามไชย 1” ก็มีแต่ “บิ๊กแอ๊ด” พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีต รมว.กลาโหม แต่ด้วยวัยและความห่างจากรุ่นน้องๆ ในกองทัพ จึงยังไม่ใช่ตัวเลือกหากต้องเปลี่ยน “รมว.กลาโหม” เพราะอาจไม่ทันเหลี่ยมเล่ห์เหลี่ยมในยุคนี้

ขณะที่ “เพื่อน ตท.10” ของ “นายใหญ่” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นแคนดิเดต “รมว.กลาโหม” อาทิ “บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ อดีต ผบ.สส. ยังคงเก็บตัวเงียบและใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวที่อังกฤษ ส่วน “บิ๊กติ๊ด” พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ อดีต ผบ.ทร. ที่ไว้หนวดไว้เคราหลังเกษียณก็ยังคงปฏิเสธการเข้ามารับตำแหน่งทางการเมืองเช่นเดิม

ดังนั้น ด้วยความซี้ปึ้กกับ “เพื่อนแม้ว” และการที่ยังไม่มีตัวบุคคล ส่งผลให้ “พล.อ.อ.สุกำพล” ยังเหนียวในตำแหน่ง “รวม.กลาโหม” ต่อไป อย่างน้อยคืออยู่จนถึงเดือนตุลาคม หรือการปรับ ครม.ปู 4 อีกครั้งแน่นอน ทำให้ยังสามารถกุมนโยบายกองทัพได้ไปอีกหลายเดือน ส่วนอนาคตกองทัพไทยจะเป็นอย่างไร…สานสัมพันธ์กองทัพจีนจนต้องนำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์ อีกไม่นานคงได้รู้(อ่านปิดฉากกองทัพเรือซื้อ “เรือดำน้ำเยอรมนี” ยื้อจนเลยกรอบเวลา คาด “เกาหลีใต้-จีน” จ่อคิวแทน)

  • คนไทยที่ไม่โง่

    ดีจังคับ

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม