ประเด็นฮอตในโซเชี่ยลมีเดียรอบสัปดาห์ – โอ๊คโชว์ข้าวหมูแดงราคาถูก และ อั้ม เนโกะ

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 13–19 พ.ค. 2555

เรื่องแรก ของสัปดาห์นี้เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อความรู้สึกของเหล่าบรรดาลูกแม่โดมไม่น้อย เมื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์เผยแพร่ภาพสาวประเภทสอง ใช้ชื่อนามแฝงว่า อั้ม เนโกะ โพสต์รูปถ่ายของตนเองในลักษณะท่าทางไม่เหมาะสม ใส่กางเกงขาสั้น นั่งยกขาชันเข่าข้างหนึ่ง แล้วนำมือไปแตะบนบ่ารูปปั้นของ ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษ อดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ผู้นำคณะราษฎร และผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ลงในเฟซบุ๊ก พร้อมเขียนอธิบายรูปภาพไว้ว่า “♥ความรัก ความคลั่งคืออะไร แต่ประเทศไทยก็ไม่มีกฎหมายหมิ่นท่านปรีดี เพราะเราทุกคนเท่ากัน”

สำหรับเรื่องนี้ เป็นที่วิจารณ์กันหนาหูว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม จนมีการสืบสาวไปถึงเรื่องส่วนตัวของผู้ใช้นามแฝงว่า อั้ม เนโกะ พร้อมเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยดำเนินการ ขณะที่คนอีกกลุ่มมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา และคนบางกลุ่มก็นำไปเปรียบเทียบกับกรณีที่มหาวิทยาลัยอนุญาตให้ทหารเข้ามาในช่วงที่มีการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ว่าน่าละอายยิ่งกว่า

ภาพที่ถูกโพสต์โดย อั้ม เนโกะ ที่มาภาพ: httpnews.mthai.comgeneral-news165850.html
ภาพที่ถูกโพสต์โดย อั้ม เนโกะ ที่มาภาพ: httpnews.mthai.comgeneral-news165850.html

ทั้งนี้ทาง www.prachatai.com ได้มีการสัมภาษณ์ “อั้ม เนโกะ” ปัจจุบันอายุ 19 ปี ก่อนหน้านี้เคยเรียนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกำลังจะเข้าเรียนที่คณะศิลปศาตร์ เอกเยอรมัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปีการศึกษา 2555 นี้ ซึ่ง อั้ม เนโกะ อธิบายว่า

“วันที่ถ่ายรูปดังกล่าวเป็นวันปรีดี (11 พ.ค.) ที่บริเวณรูปปั้นด้านล่างมีคนมาวางพาน พวงมาลา กราบไหว้อาจารย์ปรีดี เมื่อรุ่นพี่ได้พาเดินทัวร์ตึกโดม ได้เห็นรูปปั้นอาจารย์ปรีดี จึงอยากลองทำอะไรท้าทายกระแสสังคมดูบ้าง ตอนถ่ายอยากให้ Cult โดยมีคำถามว่าถ้าเราเท่ากัน ทำไมจึงต้องทำให้อาจารย์ปรีดีกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหมือนเราให้ความสำคัญ อ.ปรีดี ในฐานะคนที่มากกว่าคน สร้างความศักดิ์สิทธิ์มากเกินไปหรือเปล่า” เธอตั้งข้อสังเกตและกล่าวต่อว่า “อาจารย์ปรีดีไม่ได้เป็นคนที่วิเศษวิโส วิจารณ์ได้ หากกลุ่มที่มีแนวคิดเสรีนิยมยังมีข้อยกเว้น ไม่วิพากษ์วิจารณ์ อ.ปรีดี ซึ่งมีแนวคิดเสรีนิยม แล้วจะใช้หลักการวิจารณ์โดยเท่าเทียมกันได้อย่างไร Liberal เป็นอะไรไปแล้ว” อั้ม เนโกะ กล่าว

อีกทั้งยังบอกต่ออีกว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในอินเทอร์เน็ต เพราะช่วงนี้ต้องเตรียมเอกสาร สอบสัมภาษณ์ แต่ก็ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ และกล่าวต่ออีกว่า “วันหนึ่ง ถ้าหนูเกิดไปทำความดีอะไรเข้า แล้วตัวเองเป็นรูปปั้น มีคนมากระทำชำเรารูปปั้น ก็ไม่แคร์อะไร เพราะเป็นแค่หุ่นธรรมดา อย่างกรณีที่มีการรุมประชาทัณฑ์คนทุบพระพรหมจนถึงแก่ความตาย เราควรให้ความสำคัญกับอะไร ระหว่างหินที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยชุดความเชื่อหนึ่งๆ กับชีวิตคน ทำไมจึงมีการสร้างความชอบธรรมให้คนที่รุมประชาทัณฑ์ ทั้งที่มีกระบวนการทางกฎหมายอยู่แล้ว ทำไมจึงไม่มีการจัดการกับวิถีประชาที่ละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิในชีวิตคนคนหนึ่งจนถึงแก่ความตาย ซ้ำคนเหล่านั้นยังได้รับการยกย่องว่าปกป้องศาสนา”

โดยล่าสุดมีการตอบกลับเรื่องดังกล่าวจากนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว มีใจความว่า “เรื่อง นศ. คนหนึ่งถ่ายรูปกับรูปปั้นอาจารย์ปรีดี ผมกำลังให้สอบข้อเท็จจริงอยู่ครับ มหาวิทยาลัยดูแลทุกเรื่องครับ ไม่ต้องกลัว”

เรื่องทั้งหมดเป็นเสรีภาพส่วนบุคคล ซึ่งมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อีกทั้งเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า “ธรรมศาสตร์เป็นสถานที่ที่มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว” เช่นเดียวกับโลกโซเชียลมีเดีย ที่คนเราสามารถแสดงความคิดเห็นกันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้มากมายกันเลยทีเดียว

“พูดกันแบบคนธรรมดา มิใช่จำเป็นต้องเป็นศิษย์เก่าของสถาบันใด ผมเห็นด้วยกับท่านที่บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ “กาลเทศะ” การแสดงออกของใครเป็นอย่างไรก็สะท้อนวิธีคิดมุมมองของบุคคลนั้น ไม่ว่าจะเป็นรูป อ.ปรีดี หรือรูปเคารพอื่นใดก็ตาม อีกทั้งเรื่องนี้มิใช่เรื่องของสิทธิมนุษยชน เพราะสิทธิมนุษยชนก็คือการเคารพต่อสิทธิของผู้อื่นมากกว่าสิทธิของตนเอง ผมไม่อยากวิวาทะกับ อ.สมศักดิ์ หากจะวิวาทะกับ อ.สมศักดิ์ ก็ควรจะเป็นบนพื้นฐานเรื่องที่ อ.ปรีดี คิดอย่างไรกับ กม.อาญา มาตรา 112 มากกว่า”

“ไม่ให้ความเคารพเลย แล้วทำไมต้องออกจากจุฬาอ่ะ เพราะไปทำตัวแบบนี้ไว้รึป่าว อายุขนาดนี้แล้วไม่รู้จักคิด สารพัดคำที่อยากว่า แต่คนไม่มีความคิดไงก็คงไม่คิดอยู่ดี พ่อแม่คงภูมิใจ หรือทำไปเพราะแค่อยากดัง”

“ดูแล้วสำหรับคนทั่วไปก็เห็นว่าไม่สมควร แต่สำหรับคนที่คิดนอกกรอบอย่างอั้ม เนโกะ ก็ไม่เห็นแปลก และความคิดของเขาก้าวหน้ามาก บางคนคิดไม่ถึง ไม่มองว่าโลกมันเปลี่ยนไปถึงไหนแล้ว ยังงมงายกับแนวคิดเก่าๆ ที่ถูกฝังหัวมา ลืมตาขึ้นมาก็เห็นแต่สิ่งที่ตนเองคิด บางท่านคิดว่าประเทศไทยเป็นที่เดียวในโลกที่วิเศษสุดที่หาที่ใดเสมอไม่ได้แล้วในโลกนี้ ซึ่งเขาไม่เคยเปิดใจเลย ที่จริงประเทศไทยนั้นด้วยสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศก็ถือว่าดีในระดับหนึ่ง แต่ประเทศในแถบเดียวกันเขาก็ไม่ต่างกับไทย อาจดีกว่าด้วยซ้ำ สำหรับคนไทย คนทั่วไปก็มีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป แต่มีบางคนที่มองเห็นคนไม่ใช่คน มองเห็นคนที่แตกต่างกับตัวเองว่าเป็นคนที่ไม่มีค่า แต่มองคนที่สูงกว่าว่าเลอเลิศ คนเช่นนี้ ไร้ซึ่งความเป็นคนเพราะชอบเหยียดคนที่ต่ำกว่า”

“เบื่อพวกคลั่งชาติ ไม่ได้บอกว่าในภาพทำถูกนะ อยากรู้ ใน มธ. นี่เค้านับถือท่านปรีดีเพราะรู้จักตัวตนท่านรู้ว่าท่านเคยทำอะไรมา หรือนับถือเพราะรุ่นพี่มันฝังหัวกันมา ผมเกิดมามุมมองผมจะอเมริกา ไทย จีน มันก็เป็นประเทศเดียวกันชื่อว่าโลก อะไรดีก็รับมาใช้ ไม่เห็นต้องแบ่งฝ่าย เบื่อคำพวกนี้ ลืมกำพืด ขี้ข้าฝรั่ง เลิกปิดหูปิดตาเถอะ”

“แล้วให้ย้อนกลับไปคิดกลับกัน บ้านเมืองของชาติมหาอำนาจนั้นใครจะเข้าไปอยู่นั้นได้ มันจะตั้งกฏกติกาชนิดที่ว่าไม่มีใครสามารถทะลุทะลวงไปได้ หากไม่รวยจริง ดีจริงนั้น ดูสิว่ามันเห็นแก่ตัวแล้วเอาชั่วไปให้ชาติอื่นนั้นไหม”

“ร่ำเรียนมาจนจบมหาวิทยาลัย ควรจะรู้แล้วว่าสิ่งใดควร ไม่ควร อย่ามาอ้างเรื่องความเท่าเทียมเสมอภาค ความเท่าเทียมคือไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น นี่โตแต่ตัว สมองไม่พัฒนาเลย สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล”

เรื่องที่สอง จากกรณีที่นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค ได้โพสต์รูปร้านข้าวหมูแดงราคาจานละ 30 บาท ที่ระบุว่าอยู่หน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงในแฟนเพจเฟซบุ๊คที่ใช้ชื่อว่า Oak Panthongtae Shinawatra พร้อมทั้งโพสต์ข้อความว่า

“วันนี้ผมได้มีโอกาสไปทานอีกร้านนึงที่มีผู้แนะนำมา พอดีกำลังจะไปช่วยหาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่เชียงใหม่เลยถือโอกาสแวะทานก่อนไปขึ้นเครื่อง เป็นร้านข้าวหมูแดง-หมูกรอบ โฆษณาให้เลยครับชื่อร้าน “ชูจันทร์” ผมลองทานแล้วอร่อยมากและราคาเพียง 30 บาท ที่น่าสนใจและอาจเป็นประเด็นการเมืองเล็กน้อย คือ ร้านนี้อยู่หน้าพรรคประชาธิปัตย์ครับ ก็เหลือเชื่อนะครับ ของดีราคาถูกอยู่ใกล้ๆ กลับไม่มีใครพูดถึง พูดกันแต่แพงๆๆ ผมคิดว่าถ้าเราฉลาดที่จะเลือกร้านให้ดีๆ และนำมาบอกกันแชร์กันอย่างนี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนมากกว่านะครับ ผมขอไปขึ้นเครื่องก่อนเดี๋ยวถึงเชียงใหม่แล้วจะหาร้านดีๆ มาแนะนำกันอีกครับ”

นายพานทองแท้ ชินวัตร โพสต์ร้านอาหารราคาถูกลงเฟซบุ๊ค ที่มาภาพ: httpswww.facebook.comoakpanthongtaeref=ts
นายพานทองแท้ ชินวัตร โพสต์ร้านอาหารราคาถูกลงเฟซบุ๊ค ที่มาภาพ: httpswww.facebook.comoakpanthongtaeref=ts

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นในหน้าเพจเฟซบุ๊กของของ “ขบวนการเสรีไทยเฟซบุ๊ก” ก็ได้ขึ้นข้อความว่า “หลังจากโอ๊คลั้นลากับผลงานชิ้นโบว์แดงเพียงข้ามชั่วโมง ก็มีอันหน้าแตกดังเพล้งๆๆๆๆ เมื่อความจริงปรากฏ ขอภาพมุมขยายจะๆ เผื่อว่าจะเห็นกันไม่ชัดนะฮ๊า เดี๋ยวจะหาว่า เสรีไทยไม่เนียน”

ทั้งนี้ภาพที่ “ขบวนการเสรีไทย” นำมาโพสต์ประกอบเป็นภาพตู้กระจกอาหารด้านหน้าร้านชูจันทร์ ซึ่งป้ายข้อความเขียนติดไว้ว่า ขอขึ้นราคาขายราดหน้าจากราคาจานละ 30 บาท เป็น 35 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นต้นไป ซึ่งภายหลังจากมีข้อความและภาพดังกล่าวถูกแชร์ต่อๆ กันไปในเฟซบุ๊กก็มีประชาชนในโซเชียลมีเดียออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่พากันตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเจตนาของนายพานทองแท้ ที่อ้างราคาไม่ตรงความจริง ขณะที่บางส่วนก็กล่าวหานายพานทองแท้ ว่าพยายามกลบกระแสของแพงช่วยรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ภาพราคาอาหารที่แม่ค้า ร้านชูจันทร์ ขอปรับขึ้นราคา ที่มาภาพ: httpwww.naewna.compolitic6796
ร้านชูจันทร์ ขอปรับขึ้นราคาอาหาร ที่มาภาพ: httpwww.naewna.compolitic6796

ด้าน นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปตย์ ก็โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sirichok Sopha เช่นกันบุว่า

“เห็นคุณโอ๊คพานทองแท้โพสต์ใน Facebook ว่าแวะไปกินข้าวหมูแดงที่ร้านชูจันทร์ ข้างๆ พรรคประชาธิปัตย์ โดยป้ายเขียนราคาใว้ที่ 30-40 บาท แต่คุณโอ๊คซื้อได้ในราคา 30 บาท ก็เลยเชิญชวนคนมากินร้านนี้ เสียดายทำไมคุณโอ๊คไม่รายงานของที่มันขึ้นราคา อย่างเช่นราดหน้าร้านชูจันทร์ ขึ้น 35 บาท เริ่ม 1 พ.ค. 55 บ้างล่ะครับ หรือมองไม่เห็น กรุณาให้ข้อมูลทุกด้านหน่อยครับ”

จากนั้น โอ๊ค พานทองแท้ ก็ได้โพสต์ข้อความตอบโต้นายศิริโชค บนแฟนเพจเฟซบุ๊กของตนว่า

“แตะการเมืองนิดเดียวได้รับเกียรติทันทีเลยครับ แต่ผมคงไม่ใช้สิทธิพาดพิงไปโต้อะไรกับใครแบบที่เราเห็นประจำในสภานะครับ แต่อยากจะสื่อสารกับแฟนเพจว่า สิ่งที่เราร่วมกันแชร์คือ “ของดีราคาถูก” ครับ ใครเจออะไรถูกและดีก็มาแชร์กัน ผมถึงได้ระบุชัดเจนในโพสต์ที่แล้วไงครับว่า “ถ้าเราฉลาดที่จะเลือกร้านให้ดีๆ และนำมาบอกกันแชร์กันอย่างนี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน” เมนูร้านมีเป็นสิบๆ อย่าง เขาติดป้ายขึ้นราคาราดหน้าอย่างเดียวเป็น 35 บาท ก็จ้องแต่จะพูดถึงอย่างเดียวเนี่ยนะครับ แบบนี้คงต้องบอกเพิ่มอีกละครับว่า ฉลาดเลือกร้านแล้วก็ช่วยฉลาดเลือกเมนูที่เขาไม่ขึ้นราคาด้วยนะครับ เฮ้อ”

เฮ้อ…จริงๆ เพราะเรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ถกถียงกันไม่จบ นอกจากจะมีใครออกมาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังจนปัญหาของประชาชนหมดไป นั่นแหละถึงจบเรื่อง เอาเป็นว่าลองมาฟังความคิดเห็นของชาวเน็ตกันดีกว่า ว่าเขามีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร

“ต่อให้เป็นจริงก็อยากทราบว่ามันจะมีซักกี่เปอร์เซ็นต์ที่ราคาปกติ (ไม่ใช่ถูก) ผมว่าไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ผลมาจากนโยบายที่ไม่คิด หวังแต่ประโยชน์แค่ช่วงหาเสียงเกิดปัญหาไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ดูแต่ละอย่างที่เสนอมาแก้ที่ปลายเหตุ และก็ทำไม่ได้จริงสักเรื่องเลย”

“หากมีของถูกจริง? ทำไมต้องนั่งรถไปกินถึงที่นั่นด้วยครับ? หากมีของถูกจริง แถวบ้านใกล้ก็ต้องมีของถูกให้หาซื้อง่ายซิครับคุณโอ๊ค”

“ที่ชนะเลือกตั้งก็เพราะนโยบายประชานิยม และที่ของแพงขึ้นก็เพราะนโยบายเหล่านั้น ตกลงประชาชนต้องเลือกกินกันเองใช่ไหมรัฐบาลไม่ต้องแก้ปัญหาอะไรเลย ถ้าประชาชนเลือกกินไม่เป็นคือประชาชนโง่ใช่ไหม ไม่ใช่ความผิดรัฐบาลเลย”

“ประเด็นของโอ๊คก็คือ เจอร้านอาหารที่ไหนถูกก็จะนำมาเสนอ ไม่ได้บังคับให้ไปกินกัน แต่ถ้าท่านใดอยุ่แถวนั้นก็ลองไปทานดู แต่ถ้าจะอยากสนุกด้วยการแตกประเด็นไปเรื่องเศรฐกิจ ก็ขึ้นอยู่กับภูมิความรู้ แต่อ่านหลายข้อความอีกฝ่ายจะหนักไปทางด่า ผมก็เผลอด่ากลับไปด้วยเหมือนกัน ถือว่าต่างฝ่ายต่างเผลอและจะเป็นอย่างนี้ตลอด อย่าปรองดองเลย ก๋วยเตี๋ยวสามบาทด่ากันยังกะชามละแสน”

“จริงๆ แล้ว เรื่องรายได้ กับการรู้จักดำรงชีวิต มันเป็นของคู่กันครับ สิ่งที่ต้องพิสูจน์ความจริงว่ามันแพงจริงๆ หรือเพราะคนบอกว่าแพง ประเด็นคือสิ่งที่เรากำลังพิสูจน์กันว่า
– มันแพงทั้งแผ่นดิน จริงหรือไม่
– มันมีใครไปบิดเบือน กลไกตลาด ของสิ่งอุปโภค บริโภคหรือไม่ (หรือบางคนฉวยโอกาส)
– สำคัญที่สุด มันมีการร่วมสร้างกระแสเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือไม่ หลายปีที่แล้ว ผมจบช่างกลฯ อัตราค่าจ้างรวมค่าครองชีพ 2150 บาท ก็ต้องยอม และต้องรู้จักการเอาตัวรอด
ปัจจุบัน คนโรงงาน ผมหมายถึง ถ้าเศรษฐกิจดีมีรายได้มั่นคง เท่าที่ผ่านมาผมไม่เคยเห็นใครเดือดร้อนอยู่กินสบาย ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ประเด็นมันอยู่ที่การบริหารและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของรัฐบาลขณะนั้น ว่าคุณแก้ไขปัญหาในทุกๆ เรื่องได้ดีขนาดไหน

(รัฐบาลปัจจุบัน ผลงานเห็นชัดเจนว่าดี – เลยเตะตัดขาด้วยเรื่องกระแสของแพง)

ถ้าคุณบริหารทุกอย่างได้ดี สิ่งที่เรียกว่ารายได้และการดำรงชีพของคนทั่วไปไม่ใช่ปัญหา แต่ปัจจุบัน นอกจากแก้ปัญหาทางเศษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็นตามปรกติแล้ว ยังมีการซ้ำเติมปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยเหตุความขัดแย้งทางการเมือง”

เรื่องที่สาม งานเข้านายกฯ ยิ่งลักษณ์อีกแล้ว เมื่อมีภาพล้อเลียนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะเดินทางเยือนราชอาณาจักรบาห์เรน เมื่อวันที่ 13-15 พฤษภาคม 2555 ซึ่งนายกยิ่งลักษณ์สวมชุด “ยูเบาะห์” พร้อมคลุม “ฮิญาบ” ที่มีลักษณะปกปิดผมและร่างกายตามรูปแบบของมุสลิมะห์ ผู้หญิงที่นับถือศาสนาอิสลาม โดยชุดดังกล่าวเป็นชุดสีดำสนิททั้งชุด ซึ่งได้มีการนำภาพดังกล่าวมาตัดต่อใส่ดาบเลเซอร์สีแดงสะท้อนแสงในลักษณะคล้าย “ลอร์ดดาร์ธ เวเดอร์” ซึ่งเป็นตัวละครเอกในภาพยนตร์ชื่อดัง “สตาร์วอร์ส” (Star wars) โดยผู้โพสต์ภาพดังกล่าวใช้ชื่อว่า “joeynbk” บนเว็บไซต์ www.9gag.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ต่างประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่องการนำภาพเหตุการณ์หรือข่าวต่างๆ มาล้อเลียนอยู่เป็นประจำ

พร้อมทั้งใส่ข้อความที่ภาพว่า “Don’t underestimate the power of…Dark Yingluck” ซึ่งแปลความหมายได้ว่า “จงอย่าประเมินพลังของดาร์กยิ่งลักษณ์ (ยิ่งลักษณ์ในชุดสีดำ) ต่ำเกินไป” ซึ่งภาพล้อดังกล่าวก็ถูกเผยแพร่และส่งต่อกันเป็นจำนวนมากตลอดสัปดาห์

ภาพล้อเลียน Dark Yingluck ที่มาภาพ: httpthaiinsider.infonews2012bthe-newspolitics18026-2012-05-17-13-02-18
ภาพล้อเลียน Dark Yingluck ที่มาภาพ: httpthaiinsider.infonews2012bthe-newspolitics18026-2012-05-17-13-02-18

โดยเรื่องนี้ ทางผู้ติดตามของนายกยิ่งลักษณ์ได้เปิดเผยว่า นายกฯ เห็นภาพดังกล่าวแล้ว ซึ่งก็ไม่ติดใจอะไร เพียงแต่อยากฝากให้สื่อมวลชนไทยให้พิจารณาอย่างรอบคอบที่จะนำภาพเหล่านี้ไปเผยแพร่ต่อ เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางศาสนา เพราะชุดที่ใส่ในวันนั้นถือเป็นสัญลักษณ์ของชาวมุสลิมที่จะสวมไปปฏิบัติศาสนกิจในมัสยิด อีกทั้งชุดดังกล่าวเป็นชุดที่ “เชค คอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์” (His Royal Highness Prince Khalifa Bin Salman Al-Khalifa) นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน เป็นผู้ประทานให้ อีกทั้งภาพที่ถูกเผยแพร่ออกมาก็เป็นภาพที่นายกฯ ยืนเคียงคู่นายกฯ บาห์เรน อาจมองเป็นการไม่ให้เกียรติบุคคลสำคัญของทางประเทศบาร์เรน

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่สื่อต่างให้ความสนใจการแต่งกายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่เสมอ เพราะไม่ว่าจะปรากฏตัวในงานใดต้องเป็นที่ฮือฮา นอกจากความสวยงามที่มีบนใบหน้าแล้ว นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยังดูแลการแต่งตัวของตนเองให้ดูดีอยู่เสมอ จนเคยเป็นที่ยอมรับจากต่างชาติว่าเป็นผู้นำประเทศที่มีการแต่งกายดีที่สุดมาแล้ว

“อยากถามจังครับ ทีแบบนี้ไม่คิดว่าเป็นอิสระในการแสดงออกทางความคิดแบบที่แดงและพวกตะแบงทั้งหลายชอบอ้างกันหรือครับ ทีแบบนี้ทำไมไปห่วงราชวงศ์ต่างประเทศจัง ส่วนราชวงศ์ไทยที่ได้ทำประโยชน์ให้คนไทยมากมาย และเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจคนไทยส่วนใหญ่ ทำไมดันไม่ห่วงล่ะครับ ไม่อยากถามมาก ขอแค่นี้แล้วกัน”

“ทีผู้นำต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางหรือจากแถบอินเดีย เขาไปไหนมาไหนยังแต่งตัวด้วยชุดประจำชาติของเขา ซึ่งน่ายินดี น่าภูมิใจแทนประชาชนของเขามากที่มีผู้นำที่มีสำนึกที่ดี”

“ไปเกาหลี-แต่งเกาหลี, ไปจีน-แต่งจีน สรุปแล้วแม่คุณเป็นนายกฯ ประเทศไหนคะ กระทรวงต่างประเทศไม่บอกหรือว่า เป็นผู้นำบริหารประเทศไปเยือน ไม่ได้ไปในฐานะนางแบบเดินแฟชั่น หรือไปงานแฟนซี ดังนั้น ควรแต่งแบบไว้เกียรติประเทศตัวเอง แต่งให้เหมาะสมตามกาล-เทศะ สังคมโลกเขาจะได้ไม่หยามเยาะว่า เป็นผู้นำมาจากประเทศไร้ราก ผมไม่ใช่พวกหยุมหยิม และจ้องจับผิด-จับถูก แต่เห็นความไม่เข้าใจในเรื่องเช่นนี้ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ซึ่งแบกตำแหน่งนายกฯ ไปเยือนจีนเป็นทางการ มันขัดตาอย่างไรชอบกล ไม่ได้หวังให้นายกฯ หญิงไทยไปเยือนชาติไหนต้อง “แต่งชุดไทย” ไปหรอก แต่งตามวัฒนธรรมนิยมก็งามแล้ว แต่การที่เธอตั้งอก-ตั้งใจเตรียมเสื้อผ้า “ชุดจีน” ไปแต่งในการเยือนจีนดังที่เห็นจากภาพข่าว ถึงดูว่า “ผู้หญิงคนนี้แต่งแล้วสวย” ก็จริง แต่เมื่อดูถึงสถานภาพ “ผู้นำประเทศหนึ่ง” ของคนแต่ง และกาล-เทศะแห่งพิธีที่แต่งตัวไปนั้น

มันไม่ใช่เลย! ถ้าตอบว่าเป็นการแต่งเพื่อให้เกียรติประเทศที่ไปเยือน ก็ต้องย้อนตอบตัวเองก่อนว่า “แล้วเกียรติประเทศตัวเองล่ะ” ในฐานะผู้นำ “เอาไปไว้ตรงไหน?”

เรื่องอย่างนี้ มันเป็นเรื่องประเทศชาติของคนมีราก ความเหมาะสมในแต่ละพิธีการที่ผู้หลักผู้ใหญ่และผู้นำต้องรู้ ต้องทำความเข้าใจและปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นทั้งการเชิดชูเกียรติประเทศตัวเอง และทั้งเป็นการให้เกียรติประเทศที่ไปเยือนด้วย สังคมอารยะเรียกสิ่งเหล่านี้ในคำรวมว่า “มีวัฒนธรรม และถูกตามกาลเทศะ”!”

“ตัวเองไม่ได้เป็นมุสลิม ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับราชวงศ์บาห์เรน แล้วไปแต่งชุดของเขาโดยไม่รู้ขนบธรรมเนียมประเพณีของเขา ไม่คิดหรือว่าจะเป็นการไม่เหมาะสมในแง่ของเขา คิดแต่จะทำเป็นแฟชั่น ถ้าไม่ไปแต่งแบบนั้น ใครจะเอาไปล้อเลียนได้ หัดดูตัวเองซะบ้าง ก่อนที่จะไปว่าคนอื่น”

เรื่องที่สี่ อึ้งกันจนขึ้นหน้าหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อมีพระสงฆ์จำนวนหลายรูปไม่เดินบิณฑบาตร ซึ่งเป็นการผิดวินัยสงฆ์ แต่กลับมาปักหลักทั้งยืนและนั่งตามจุดต่างๆ เพื่อรับใส่บาตรจากประชาชนในย่านโชคชัย 4 ซอย 54 หรือซอย ต.รวมโชค มาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว โดยมีลักษณะเป็นจุดประจำของพระสงฆ์แต่ละรูป ซึ่งมีการจัดเตรียมกระดาษปูรองพื้น และอุปกรณ์ต่างๆ เช่นเก้าอี้นั่ง ร่มกางบังแดดบังฝน และถุงใส่สิ่งของต่างๆ รวมถึงชุดของใส่น้ำ ที่ไว้กรวดน้ำหลังทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลไว้ครบ

ก็มีประชาชนจำนวนไม่น้อย ที่มาทำบุญใส่บาตร โดยจะเดินไปใส่บาตร หรือทำสังฆทาน ตามจุดที่พระสงฆ์ยืนอยู่ ซึ่งเมื่อของใส่บาตรมีจำนวนมากพอสมควร ลูกศิษย์วัดที่ติดตามพระสงฆ์มาก็จะรวบรวมใส่ถุงแล้วเดินอ้อมออกไป อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการนำเวียนอาหารคาวหวาน น้ำขวด ดอกไม้ธูปเทียน และชุดสังฆทาน มาจำหน่ายใหม่ในลักษณะเวียนของเหมาขายในเชิงธุรกิจหรือไม่

ที่มาภาพ: httpwww.komchadluek.net
ที่มาภาพ: httpwww.komchadluek.net

“เช้านี้ทำบุญไปนั่งรอพระหน้าหมู่บ้าน พักใหญ่ๆ ปรากฏว่าพระมาสายจังแถมนั่งมอไซค์มาอีกแน่ะ สบายจังยุคใหม่ กรรมซึ่งเกิดจากการกระทำ”

“เห็นมีทุกที่นะ แต่ทำไมเพิ่งมีข่าวสงสัยคุณพี่นักข่าวเพิ่งมีเวลาทำบุญ เลยเพิ่งเห็น”

“ก็เปลี่ยนแปลงได้ สมัยนี้แต่ละบ้านก็ต้องรีบออกไปทำงานกัน จะมีซักกี่บ้านที่เอาโต๊ะมาตั้งหน้าบ้านทุกวันพระท่านก็คงปรับตัวให้อยู่รอด อีกอย่างบ้านกับวัดก็ไม่ได้อยู่ใกล้กันเราก็จะเรียนรู้ว่า ถ้าจะใส่บาตรต้องไปตลาดไม่ต้องขับรถไปถึงวัด แต่พระบางรูปก็เกินไปเล่นนั่งเก้าอี้เป็นเรื่องเป็นราวเลยจนสายถึงเก้าโมงกว่า หรือบางทีเล่นนั่งแยกของที่ชาวบ้านใส่บาตรให้ (อันนี้สงสัยจังว่าพระจริงหรือป่าว) เราก็ต้องพิจารณาพระก่อนจะใส่บาตรล่ะกัน”

“ส่วนมากพ่อค้าแม่ค้าจะเป็นคนนิมนต์ให้ยืนในร้านตัวเองเลยนะ ยิ่งเป็นย่านคนเยอะ ๆ คนรอใส่บาตรเยอะ ถ้ารอพระเดินมารับบาตร บางทีขาดช่วง รายได้หาย พ่อค้าแม่ค้าเดือดร้อน ถ้าจะโทษก็ต้องโทษพ่อค้าแม่ค้าส่วนหนึ่งนะ”

“สังเกตุอย่างหนึ่งไหม ทำไมเดี๋ยวนี้ข่าวคราวเกี่ยวกับพระ (ไม่ดี) ออกมาบ่อยเหลือเกิน

1. ก็คงเป็นเพราะ พระท่านปฏิบัติให้ชาวบ้านเห็นจนด้านชา (พระสงฆ์ก็มนุษย์ธรรมดานี่แหละครับ ยิ่งเดี๋ยวนี้หาแบบดีๆ มาบวชก็น้อยลงทุกที ไอ้ที่มาก็มีแต่ติดยาบ้าง ไม่เต็มบ้าง นี่ยกตัวอย่างความเป็นจริง)

2. หรือว่า สื่อเล่นเรื่องนี้แล้วมันกระทบความรู้สึกของประชาชนได้มากที่สุด เลยจับมาเป็นข่าวต้นๆ (ข้อคิดเห็น) จะได้ขายข่าวได้

แล้วประชาชนธรรมดาทุกวันนี้ก็ไม่ได้มีความรู้จริงๆ กับพุทธศาสนา ส่วนมากก็มีแค่เอาไว้เขียนในใบสมัครงาน/ประวัติเท่านั้น ดูง่ายๆ คน 100 คนที่เดินมา ถ้าถามว่าเข้าวัดกันไหม ใน 100 คนนี้ เชื่อได้อย่างมากเลยว่า 95 คนตอบว่าไม่ได้เข้าเลย หรือเข้าอย่างมากปีละ 1-2 ครั้ง ตามเทศกาลเท่านั้น”

เรื่องที่ห้า จากกรณีที่มีรายงานว่าระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นฐานข้อมูลของทะเบียนราษฎร์ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเกิดขัดข้องและไม่สามารถใช้งานได้ ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2555 ส่งผลให้สำนักงานเขตในกรุงเทพมหานครและที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลทะเบียนเพื่อให้บริการประชาชนได้ จนไม่สามารถให้บริการการทำบัตรประชาชน การแจ้งเกิด แจ้งตาย งานทะเบียนบ้าน ไปจนถึงงานที่ต้องอาศัยข้อมูลทะเบียนราษฎร์ประกอบเช่นการทำหนังสือเดินทาง

สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองแถลงว่าสาเหตุมาจากระบบฐานข้อมูลนี้มีอายุการใช้งานมากกว่า 10 ปีแล้ว เกินอายุการใช้งานทั่วไปที่อยู่ที่ 6 ปี ทำให้เกิดเหตุขัดข้อง ขณะที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ระบุว่า เหตุระบบทะเบียนราษฎร์ล่ม ทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการด้านทะเบียนไม่สามารถดำเนินการได้ เป็นความผิดพลาดของระบบฐานข้อมูลภายในกรมการปกครอง ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับระบบดาวเทียมแต่อย่างใด แต่เป็นระบบเซิร์ฟเวอร์ของสำนักทะเบียนฯ ซึ่งขณะนี้ดาวเทียมทุกดวงที่เชื่อมโยงกับระบบการสื่อสารของไทยยังใช้งานได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้แม้จะมีการแก้ไขให้ใช้งานได้ในวันเช้าวันที่ 18 พฤษภาคม แต่ก็สร้างความเดือดร้อนกับประชาชนเป็นจำนวนมาก และถือเป็นความบกพร่องของระบบราชการที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ทั้งที่รู้สาเหตุว่าเกิดจากระบบฐานข้อมูลที่มีการใช้งานมานานโดยไม่เปลี่ยนแปลงปรับปรุงก็ตาม

“ยินดีด้วยครับ ที่มีข่าวแบบนี้ออกมา ทุกหน่วยงานจะได้เร่งพัฒนาซักทีละครับ”

“อายุการใช้งาน 6 ปี แต่ใช้มาเกือบ 10 ปี ไม่ทราบว่าท่านผู้มีอำนาจสั่งการหรือรับผิดชอบมัวไปทำอะไรอยู่ครับ ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานาน แล้วถ้าซ่อมได้ จะมั่นใจได้แค่ไหนว่าระบบจะทำงานเป็นปรกติ ไม่ล่มอีก”

“ที่อ่านดูเข้าใจว่า
1. เครื่องเก่าแล้ว เลยขอซื้อเครื่องใหม่มาทดแทนอยู่ แต่ซื้อไม่ได้เพราะเรื่องค้างตรวจทุจริตอยู่
2. เครื่องสำรองที่มีอายุน่าจะพอๆ กัน (เพราะถ้าเครื่องดีกว่าคงไม่ขอซื้อเครื่องใหม่) ตั้งนั้น การกู้คืนข้อมูลจาก Backup System จึง่ทำได้ช้า หรือ… อาจจะไม่มีเครื่องสำรองเลย
3. เดาว่าใช้การ backup ข้อมูลแบบเก่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วครับ (อาจจะ backup ลงเทป) การกู้คืนข้อมูลเลยช้า ไม่สามารถ Switch ระบบได้
นอกจากนี้ ที่เคยคุยกับราชการมา หลายคนคิดว่า ระบบล่มก็รอหน่อยซิครับ จะรีบไปไหน
ปล. ล่มนานขนาดนี้ ถ้าเป็นเอกชน สงสัยได้ออกไปขายเต้าฮวยแล้วจ้า”

“เข้าใจว่ามันน่าจะเป็นระบบที่ใช้กันมาหลายปีแล้ว และคงไม่ได้อัพเดพ software และ Hardware บ่อยๆ แบบเอกชน และผมก็เชื่อว่า ถ้าตั้งงบมาบำรุงรักษา อัพเกรดทุกปีงบประมาณ ก็คงโดนอีกเช่นเดียวกัน”

“เป็นจุดบอดของระบบราชการไทยครับ ทำดีแค่ใหนไม่มีเส้นก็ไม่มีใครเห็นความสำคัญเพราะจะโดนระบบเปลี่ยนชื้อเจ้าของผลงานไปจนหมด แต่ถ้าทำออกมาแล้วมีปัญหาจะปวดหัวไม่จบไม่สิ้น โดยเฉพาะข้าราชการประจำ ถ้ามันไม่เสียจริงๆ ไม่เปลี่ยนครับ เปลี่ยนก็เอาของเดิมเพื่อป้องกันมีปัญหาไช้ไม่เป็น ไม่คุ้นเคย จะทำงานช้าหรือแย่อย่างไร ไม่เกี่ยว ระบบข้าราชการจะทำให้คนส่วนใหญ่ในนั้นเลือกไม่ต้องการความผิดพลาด (ใช้ระบบเดิม) มากกว่าสร้างผลงาน (ที่โดนแย่งไปใด้ง่ายๆ ด้วยเส้นสาย)”