ประเด็นฮอตในโซเชี่ยลมีเดียรอบสัปดาห์ — คิดไปเองว่าของแพง และ ทัศนคติของตั๊ก บงกช เรื่องอากง

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 6 – 12 พ.ค. 2555

เรื่องแรก เหตุการณ์โรงงานบีเอสทีระเบิด ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง เมื่อเวลา 15.20 น. ของวันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา สร้างความแตกตื่นให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ย่านใกล้เคียงและประชาชนผู้รับข่าวสารเป็นจำนวนมาก ว่าในปีสองปีมานี้ประเทศไทยเกิดอะไรขึ้น ถึงได้เกิดเหตุความไม่สงบและความวุ่นวายอยู่เสมอ ปัญหาเก่ายังแก้ไม่หาย ปัญหาไม่ก็ตามติดมาเรื่อยๆ หรือเพราะมีความละหลวมอะไรบางอย่างในระบบบริหารจัดการต่างๆ แล้วถึงเวลาที่สิ่งที่ปกปิดซ่อนเร้นจะเปิดออกมาซักที เช่นเดียวกับเหตุการณ์ระเบิดในนิคมอุตสาหกรรมนี้ ที่ไม่เพียงสร้างความเสียหาย แต่ยังทำลายความมั่นใจของชาวต่างชาติ ที่กำลังมองช่องทางในการลงทุนในประเทศไทยอีก ที่ผ่านมาก็เพิ่งฟื้นคืนจากกรณีน้ำท่วมได้ยังไม่เต็มร้อย นี่ต้องมาเจอเหตุระเบิดอีก แล้วต่อไปจะเจอกับอะไรอีกก็ไม่รู้

โดยเหตุการณ์นี้ คาดว่าน่าจะเป็นถังเก็บสารเคมีที่ระเบิด เกิดเสียงดัง สั่นสะเทือน จนสามารถมองเห็นกลุ่มควันได้จากในตัวเมืองเลยทีเดียว สภาพอากาศบนท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันจากเพลิงที่เผาไหม้โรงงาน อีกทั้งยังมีกลิ่นของสารเคมีแพร่กระจาย จนต้องมีการประกาศให้ประชาชนในบริเวณที่เกิดเหตุและใกล้เคียงเร่งอพยพออกนอกพื้นที่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องทำการปิดการจราจร ห้ามรถเข้านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

ควันไฟระเบิด มองเห็นได้ชัด จากในตัวเมือง ที่มาภาพ : www.oknation.netblogyongchun20120505entry-1
ควันไฟระเบิด มองเห็นได้ชัด จากในตัวเมือง ที่มาภาพ : www.oknation.netblogyongchun20120505entry-1

เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 12 ราย เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 9 ราย และเสียชีวิตที่โรงพยาบาล 3 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเหตุระเบิดและไฟไหม้ เพราะสารโทลูอินเป็นสารไวไฟ นอกจากนั้นยังมีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 100 คน

“จากภาพที่เห็น ควันเขม่าซึ่งประกอบด้วยสารเคมีหลายอย่าง จะเป็นอะไรบ้างต้องตรวจสอบ และข้อมูลสารเคมีที่ไหม้นั้น ขณะเกิดเห็นมีเมฆฝนปกคลุมและมีลมค่อนข้างแรง มลภาวะจะกระจายไปตามกระแสลม ไปถึงไหนที่จริงต้องมีการตรวจวัดบันทึกไว้ น้ำดับเพลิงที่ฉีดเลี้ยงอุณหภูมิย่อมปนเปื้อนด้วยสารเคมี แต่อาจไปรวมกันที่ระบบบำบัดน้ำเสียรวม??? ส่วนควันเขม่าที่ลอยขึ้นไป จะไปรวมกับละอองน้ำในเมฆฝนที่ลอยต่ำหรือไม่??? ทุกทิศทางต้องมีการตรวจถึงการกระจายตัวของมลภาวะ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและเยียวยารักษาประชาชนทันทีครับ”

“จะตายกี่คนก็ไม่รู้ แต่ไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย จะเป็นเวรกรรมอันใด ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาก็มีแต่เรื่อง ยังไงก็ขอแสดงความเสียใจกับพ่อแม่พี่น้องและครอบครัวของผู้ตายด้วยนะคะ สามีดิฉันก็ทำงานในนิคมฯ นี้เหมือนกัน เป็นห่วงเค้ามากที่สุด”

“ตายเยอะกว่าที่เป็นข่าวแน่นอนครับ มันเป็นกลไกของพวกนิคมอุตสาหกรรมครับ เพื่ออะไรหลายอย่าง ถ้าออกข่าวตามจริงโรงงานนี้อาจไม่ใด้ดำเนินกิจการต่อ อีกอย่างนิคมจะถูกมองลบ (ไปมากกว่านี้) และอีกอย่าง การเมือง รวมถึงต่างประเทศด้วยครับ”

“ผมได้ฟังมาจากน้องที่รอดตายมาอย่างหวุดหวิดครับ เพราะเธออยู่ในห้องที่มีกำแพง เธอมาเล่าให้ฟังว่าตายเยอะ แต่บริษัทปิดข่าวเอาไว้ เพราะแรงระเบิดแรงมาก คนที่อยู่ข้างนอกไม่เหลือ ยามเอย พนักงานเอย น้องเขารอดมาได้ คงเป็นบุญของน้องผู้หญิงที่มาเล่าให้ฟังครับ น้องเขาบอกเอง เพราะน้องเขาทำงานอยู่ที่นั่นด้วย เรียกว่าออกมา หูอื้อไปเลย ด้วยที่เสียงดัง นี่คื่อเรื่องจริง”

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานขึ้นตอนที่ผิดพลาดหรือเหตุสุดวิสัย ก็ไม่ควรจะให้ข่าวเสียหายแก่บริษัท เชื่อว่าพนักงาน เจ้าของบริษัท หรือผู้รับเหมาที่ปฎิบัติงานตามหน้าที่ประสบการณ์งานที่ทำ แต่อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ ถึงเรียกว่าสุดวิสัย คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นแน่นอน แต่ไม่ควรซ้ำเติมกันนะ ยังไงบริษัทเขาหาแนวทางแก้ไขแน่นอน ประชาชนคนอื่นๆ โปรดใช้วิจารญาณด้วยนะ ใช้สติปัญญาด้วย ฟังหูไว้หูบ้างนะ ข่าวไม่กรอง อย่าใส่ร้ายบริษัทอื่นเขา”

เรื่องที่สอง “ของแพงเพราะชาวบ้านคิดไปเอง” เหมือนว่าเป็นอุปาทานหมู่จากประชาชน ข้อความคำพูดที่ถูกอ้างว่ามาจากนายกฯ ปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอีกหลายวาทะที่เคยปรากฏทางหน้าหนังสือพิมพ์และอินเทอร์เน็ตในช่วงที่ผ่านมาเวลาที่ราคาสินค้าพุ่งกระฉูด อย่าง “ของแพงเพราะพิษน้ำท่วม”, “ของแพงเพราะน้ำมันแพง”, “ของแพงเพราะฝ่ายค้านกุข่าวขึ้นมาเพื่อดิสเครดิตรัฐบาล”, “ของแพง เพราะฝ่ายค้านไม่รู้จริง ไปสำรวจโดยไม่มีความรู้” ซึ่งเป็นกระแสให้ได้ถกเถียงทุกครั้งเมื่อมีคำพูดออกมาจากนายกฯ คนนี้ ซึ่งถ้าจะมาพิจารณาและให้ความเป็นธรรมกับนายกฯ ปูกันบ้าง ต้องหันกลับมาดูที่คำพูดทั้งหมดที่นายกฯ พูดไว้เป็นคำพูดที่ยืดยาวว่า

“กรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลล้มเหลวในการแก้ปัญหาปากท้องสินค้าราคาแพงนั้น ข้อเท็จจริงเรื่องนี้มีอยู่ 2 ส่วน ส่วนหนึ่งมาจากข้อมูลที่เราเก็บจากข้อเท็จจริง อีกส่วนมาจากเสียงสะท้อนของประชาชน โดยสินค้าที่ประชาชนรู้สึกว่าราคาแพงอาจเป็นผลมาจากปัญหาน้ำท่วม ซึ่งจะเห็นว่าสินค้ามีราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งที่จริงในรายละเอียดเราเห็นว่าราคาสินค้าเริ่มปรับตัวลดลง แต่อาจยังปรับลดลงไม่เท่าที่ประชาชนพอใจ ประกอบกับช่วงเดือนเมษายนอากาศร้อน และเดือนพฤษภาคมประชาชนมีค่าใช้จ่ายมาก เพราะเปิดเทอม เมื่อนำมาประกอบกัน ทำให้ประชาชนเห็นว่าสินค้ามีราคาแพง จากการเก็บข้อมูลราคาสินค้า ขณะนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ซึ่งอาจไม่ตรงใจประชาชน”

แต่การพาดหัวข่าวและจับประเด็นของคน ทำให้ตัดคำพูดได้ประโยคสั้นๆ กินใจความแค่ว่า “ของแพงเพราะชาวบ้านคิดไปเอง” ซึ่งไม่ได้มีประโยคนี้หลุดออกมาจากปากของนายกฯ ปูเลย มีแค่คำว่า “สินค้าที่ประชาชนรู้สึกว่าราคาแพงอาจเป็นผลมาจากปัญหาน้ำท่วม ซึ่งจะเห็นว่าสินค้ามีราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง” เท่านั้น

นายกฯปู เดินสำรวจราคาสินค้า ในตลาดปากเกร็ด  ที่มาภาพ : www.thairath.co.th
นายกฯปู เดินสำรวจราคาสินค้า ในตลาดปากเกร็ด ที่มาภาพ : www.thairath.co.th

โดยเมื่อมีการพูดคุยสอบถามกับนายกฯ ปูถึงกรณีนี้ หลังจากที่ได้ลงพื้นที่พบปะบรรดาพ่อค้าแม่ขายในตลาดสดย่านปากเกร็ดกันมาแล้ว ซึ่งจากการสำรวจพบว่าราคาสินค้าสูงขึ้นจริง ถึงขนาดแม่ค้าขายผักต้องยืนยันกับนายกฯ ปูเลยว่า ราคาผักสูงขึ้นเกือบเท่าตัว โดยเฉพาะถั่วฝักยาวที่เดิมราคากิโลกรัมละ 30 บาท ตอนนี้ขึ้นราคาเป็น 70 บาท หากถั่วฝักยาวเกรดเอจะราคาสูงถึง 100 บาท ส่วนราคาไข่ไก่ก็แพงขึ้น เนื่องจากไก่ตายเพราะอากาศร้อน ผลผลิตไข่จึงออกมาจำนวนน้อย ทำให้ไข่ราคาแพง แต่ทั้งนี้ไม่ได้มาจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล

ทั้งนี้ ในการสำรวจตลาด นายกฯ ปูได้ซื้อผัก ไข่ และสินค้าหลายชนิด พร้อมกับอวยพรพ่อค้าแม่ค้าให้ขายดี สำหรับข้อความที่กล่าวว่า “ประชาชนคิดไปเองว่าของแพง” นายกฯ ปูกล่าวพร้อมน้ำตาคลอว่า น้อยใจที่ประชาชนพูดแบบนั้น ยืนยันว่าตนไม่ได้พูดจริงๆ พร้อมกับแนะให้ทำร้านธงฟ้าลดค่าแผงขายสินค้าอีกด้วย

“คิดไรมาก ของมันก็แพงตามสภาพเศรษฐกิจ มีสาเหตุมีที่มามากมาย ราคาของวันนี้เทียบกับปีที่แล้วก็แพงขึ้นทุกอย่าง เมื่อปีที่แล้วเทียบกับ 5 ปีที่แล้วไม่ต้องพูดถึง ทองยังขึ้นราคาเลย ผักปลาจะขึ้นทำไมเป็นเรื่องใหญ่ คนก็สรรหาเหตุให้ทะเลาะ คนตอบคำถามก็ไม่ฉลาดตอบเลย”

“ของราคาขึ้นทุกปี แต่คนมารู้สึกชัดๆ ว่าปีนี้แพง มันต้องมีเหตุผลของความรู้สึกนี้แน่ครับ จู่ๆ คนเราจำนวนมากจะมารู้สึกผิดปรกติกับอะไรโดยไม่มีคำอธิบายไม่ได้ นั่นแสดงว่่าข้าวของตอนนี้มันแพงแบบก้าวกระโดด ไม่ใช่แพงตามหลักการปกติ จนทำให้คนที่เฉยๆ กับการขึ้นราคาสินค้าทุกปี เกิดรู้สึกผิดปกติขึ้นมาจนต้องท้วงขึ้นมาว่าของแพงไง”

“ที่สุดเธอก็ยอมรับว่าของแพง มันไม่ได้แพงเพราะเสแสร้งหรือแย่งกันประโคม
หากมันแพงจริง เธอยอมรับและน้อยใจจนน้ำตาไหล
เธอหาว่าที่ผู้สื่อข่าวว่าเธอพูดว่า คิดไปเองว่าของแพง เธอไม่ได้พูด
นั่นเพราะเธอกำลังกล่าวหาว่าผู้สื่อข่าวเต้าข่าว หรือเธอคิดมากไปเอง”

“ขีดความสามารถและวุฒิภาวะของเธอเป็นพี่เลี้ยงดูแลเด็กยังไม่ได้เลย พี่ชายเธอนี่ใจโหดร้ายจริง หลอกทุกคนให้ไปตายเพื่อตัวเองจะได้เป็นใหญ่”

“ค่าแรง 300 บาท ยังขึ้นไม่ทั่วประเทศ แต่ของแพงไปทั่วประเทศแล้ว นี่แหละเขาเรียกว่า แพงทั้งแผ่นดิน ของจริง”

“วันๆ เอาแต่ระดมสมองกันแก้รัฐธรรมนูญให้นักโทษหนีคุกคนเดียว ไม่สนใจอะไร ไม่ทำอะไร เอาแต่แต่งตัวสวย จนตอบคำถามไม่ได้ก็ร้องไห้ วุฒิภาวะแบบนี้ เป็นผู้นำประเทศได้อย่างไร”

“เมื่อคืนดูรายการนึง ถกเรื่องค่าแรง 300 บาท ดูท่าทางรัฐมนตรีจะเอาจริงเรื่องนี้ ผมว่านะ เรื่องค่าแรง 300 บาทเนี่ยจะทำให้สภาพเศรษฐกิจป่วนมากขึ้นอีก จริงๆ ก็เห็นด้วยกับการปรับค่าแรง แต่การปรับก็ควรดูให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศและศักยภาพแรงงานไทยด้วย แต่รัฐกลับเพิ่มค่าแรง เพิ่มเงินเดือนปริญญาก็จริง แต่อ้างว่าเพื่อไปซื้อของที่แพงขึ้น ผู้บริหารประเทศที่ฉลาดคิดน่าจะบริหารได้ในเรื่องของแพง กับค่าแรง ถ้ามันไม่สมดุลกัน ผมนึกไม่ออกถ้าไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวชามละ 70-80 บาท และคนที่ลำบากกว่าล่ะจะทำยังไง”

เรื่องที่สาม สิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็นเป็นสิ่งที่คนที่อยู่ในประเทศประชาธิปไตยสามารถแสดงออกมาได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่ในกรอบสังคมนั้นๆ ด้วย ยิ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในวงสังคมก็คงยิ่งมีกรอบมากเป็นพิเศษ ซึ่งล่าสุดก็สร้างความฮือฮาจนขึ้นเป็นข่าวยักษ์หน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เมื่อมีข้อความระบุจากเฟซบุ๊กของดาราสาวขวานผ่าซาก “ตั๊ก บงกช คงมาลัย” ที่แสดงความคิดเห็นเรื่องของ “อากง” นายอำพล ตั้งนพกุล ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งขณะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำด้วยข้อหาคดีดูหมิ่นเบื้องสูง เรื่องราวของอากงวัย 61 ปีผู้นี้มีที่มาและเกี่ยวโยงไปยังความต้องการแก้ไขกฎหมาย มาตรา 112 ที่เป็นหมวดหมู่อันเกี่ยวข้องต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีผู้คัดค้านและแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ข้อความในเฟซบุ๊กของตั๊ก บงกช ถูกพูดถึงและส่งต่อกันเป็นจำนวนมาก ด้วยความที่นางเอกสาวเป็นคนที่พูดอะไรออกมาตรงๆ อยู่แล้ว จึงทำให้มีทั้งผู้ที่ชอบและไม่ชอบในพฤติกรรมของเธอในหลายๆ เรื่อง แต่หลังจากที่นางเอกสาวมีจุดพลิกผันในชีวิต มารดาป่วยหนัก ตั๊กก็เปลี่ยนเป็นคนละคน สนใจธรรมะ ปฏิบัติธรรมอย่างจริงใจ ไม่สนใจแต่เรื่องผู้ชายเหมือนที่ผ่านมา ดูแลมารดาอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็ส่งผลทำให้ภาพพลักษณ์ของเธอดีขึ้น จนมาถึงกรณีนี้ การที่ตั๊กแสดงความคิดเห็นออกมาจึงเป็นเหมือนกระบอกเสียงและฮีโร่ของใครหลายต่อหลายคน จนมีผู้ที่ชื่นชอบให้กำลังใจและอยู่ข้างเธอเป็นจำนวนมาก

ข้อความในเฟซบุ๊กของตั๊ก บงกช คงมาลัย ที่ถูกลบไปแล้ว ที่มาภาพ: httpmanager.co.thEntertainmentViewNews.aspxNewsID=9550000057425
ข้อความในเฟซบุ๊กของตั๊ก บงกช คงมาลัย ที่ถูกลบไปแล้ว ที่มาภาพ: httpmanager.co.thEntertainmentViewNews.aspxNewsID=9550000057425

แต่ทั้งนี้โลกเราก็มีหลายมุมมอง ล่าสุดมีตัวละครอีกหนึ่งตัวที่ปรากฏขึ้นในกรณีนี้ คือ โด่ง อรรถชัย อนันตเมฆ นักแสดงรุ่นพี่ ที่เปิดตัวชัดเจนว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มเสื้อแดง โพสต์ข้อความถึง “ตั๊ก บงกช” นักแสดงรุ่นน้องที่เป็นข่าว โดยข้อความนั้นมีเนื้อหาในเชิงตักเตือนและชี้แจงเหตุผลต่อดารารุ่นน้องถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับ “อากง” และไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการอธิบายความอีกมุมมองหนึ่งที่แตกต่างจากมุมของตั๊กที่แสดงออกผ่านเฟซบุ๊กของตนเองอย่างชัดเจน

โดยส่วนหนึ่งของข้อความ โด่ง อรรถชัย ระบุว่า “ตั๊กคงไม่เข้าใจเรื่องอากง มันไม่ใช่อย่างที่ตั๊กแสดงความคิดออกมา ตั๊กรู้ไหมว่าอากงไม่ใช่คนเสื้อแดง …. ?????? ตั๊กรู้ไหม ว่าอากงรักในหลวงเหมือนตั๊ก …..??????? 
(ที่บ้านอากงมีหลักฐานมากมาย ที่พี่เห็นในภาพอาจมากกว่าที่บ้านตั๊กซะด้วยซ้ำ) ตั๊กรู้ไหมว่าอีมี่โทรศัพท์มือถือที่ใช้เป็นหลักฐานมัดอากงนั้นมันปลอมได้ (มาบุญครองทำซ้ำขายมากมาย) ตั๊กรู้ไหมว่าอากงส่งเอสเอ็มเอสหมิ่นดังกล่าวไปยังเลขาอภิสิทธิ์ ตั๊กคิดไหมว่าหากใครสักคนต้องการส่งข้อความหมิ่นเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สถาบัน เขาจะส่งไปยังเลขา “ส่วนตัว” นายกเพื่ออะไร…”

และในช่วงท้ายระบุว่า “พี่รู้จักตั๊ก เชื่อว่าแท้จริงแล้วตั๊กมีจิตใจที่ดี ตรงไปตรงมา และเป็นคนรากหญ้า เชื่อว่าที่ตั๊กโพสต์ออกมาแบบนั้นก็เพราะตั๊กไม่รู้ ดังนั้น ตั๊กต้องขจัดความไม่รู้ความไม่เข้าใจโดยด่วน ตั๊กไม่ใช่คนโง่ แต่ที่ตั๊กไม่รู้ พี่วิเคราะห์ว่าเพราะตั๊ก “ไม่ฟัง” และการไม่ฟังอาจเกิดจาก “อคติ”….” ขณะที่ช่วงท้ายระบุว่า “….หวังว่าตั๊กคงได้อ่านที่พี่เขียน และทบทวนสิ่งที่ตัวเองคิดให้ดี เชื่อพี่ รักประชาชน กตัญญูต่อประชาชน รับใช้ประชาชน อยู่ข้างประชาชน แล้วจะเจริญอย่างมีเสรีภาพ….” ลงชื่อ พี่โด่ง

ต่อมา”แม่เล็ก” นางธนาภา คงมาลัย มารดาของ “ตั๊ก บงกช” ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อของข่าวมติชนออนไลน์ว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อตั๊กได้ เนื่องจากติดถ่ายหนัง ไม่ได้คุยกันมา 2-3 วันแล้ว ส่วนกรณีที่เกิดขึ้น ยังไม่ทราบว่าตั๊กโพสต์ข้อความกรณีของอากงว่าอย่างไร ตอนนี้อยากเจอตั๊กมาก อยากถามเหมือนกันว่า ไปโพสต์อย่างนั้นได้อย่างไร

“ตั๊กเป็นคนที่รักพระองค์ท่านมาก หากใครจะพูดพาดพิงหรือก้าวก่ายก็นี่ไม่ได้เลย ตอนตั๊กอายุ 6-7 ขวบ แม่เคยพาไปเข้าเฝ้าฯ ที่วัดพระแก้ว ครั้งนั้นทรงแย้มพระสรวล ทรงยื่นพระหัตถ์ลูบที่หัวของตั๊กอย่างเอ็นดูด้วยความเป็นเด็ก ตั๊กก้มกราบพร้อมลูบพระบาทด้วยความปลื้มปีติ จากนั้นเวลาเห็นภาพพระองค์เสด็จฯ ไปยังที่แห่งไหน และมีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ตั๊กจะหลั่งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้มที่ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายทำเพื่อราษฎรตลอดมิได้หยุด”

“ทุกๆ คำสอนทุกๆ แนวทางของพระองค์ท่าน ตั๊กก็จะเจริญรอยตามพระเบื้องยุคลบาทเสมอมา และเมื่อเห็นใครต่อว่าพระองค์ท่าน หรือมีใครมาพูดให้ฟังว่ามีการพาดพิงพระองค์อย่างไร ตั๊กจะไม่ยอมไม่อยากฟัง บอกว่าคนไม่รักพ่อมีเท่าไม้ซีก แต่คนรักมากมายมีไม้ซุง ไม้ซีกจะมางัดไม้ซุงได้อย่างไร”

“คนที่ต่อว่าพระองค์ท่านไม่เคยทำประโยชน์อะไรให้กับชาติบ้านเมือง ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาต่อว่าบุคคลที่คนทั้งชาติรักและเคารพเช่นกัน หรือแม้แต่หากทำเงินหล่นใครจะมาข้ามก็ไม่ได้ นอกจากนี้ หากใครจะมาต่อว่าพ่อ ตั๊กก็ยอมตาย ขอยอมเอาชีวิตตัวเองแลก ซึ่งตัวแม่เองก็มองว่า หากเรื่องนี้ ใครจะมาเอาเรื่องตั๊กทำให้ลูกของแม่ต้องตาย แม่ก็จะไม่ว่าอะไรเพราะเราถือว่าทำหน้าที่ปกป้องพระองค์ท่านได้ดีที่สุด” นางธนาภากล่าว

“ผมอยากให้โด่งสอนตัวเองก่อนครับก่อนจะไปสอนคนอื่น แล้วที่โด่งไปขึ้นเวทีเสื้อแดงนี่เรียกว่าอะไรครับ ประชาชนไม่ได้มีแต่เสื้อแดงนะ ออกตัวแบบนี้แปลว่าโด่งก็พวกอยากแก้มาตรา 112 ใช่ไหมครับ”

“ขอบคุณสำหรับหน้าที่และความกล้า ที่ควรพึงกระทำให้เป็นตัวอย่างสำหรับบุคคลสาธารณะ สุดยอดดาราหญิงไทยในแผ่นดิน กด LIKE ให้เธอล้านครั้ง”

“คุณตั๊กก็อยู่ข้างประชาชนแล้วนี่ ประชาชนที่ “รักในหลวง” ไง ข้าวชามน้ำจอก ถ้าเธอลืมก็คงไม่อยู่กับแม่จนทุกวันนี้ เขาไม่อยู่ข้างประชาชนที่ไม่ดี นั่นแหละถูกแล้ว แล้วคุณโด่งตอนวงแตกสลายการชุมนุม ไม่เคยเห็นคุณโด่งยืนข้างประชาชนเหมือนกันนะ”

“ทั้งตัว ร่างกาย และจิตใจ ของข้าพเจ้าขอถวายแด่พระเจ้าแผ่นดิน”

“แต่ก่อนคุณเป็นอย่างไร ผมไม่รู้ แต่วันนี้คุณเป็นหญิงไทยที่น่ารักมาก คุณบงกช คงมาลัย”

“ตั๊ก แก้ผ้าแต่ไม่ได้โกง เจ็บมั้ยพวกเสื้อแดง ตั๊กเป็นคนดี มีความกตัญญู รู้คุณ กล้าทำกล้ารับ คนแบบนี้ไม่อับจนหรอก โย ยศวดี อีกคนหนึ่งที่กล้าออกมาปกป้อง พี่ออฟ พงษ์พัฒน์ อีกคน โชคดีที่พี่ไม่โดนแบบดาราคนอื่น ดีใจด้วยจริงๆ ดาราผู้หญิงที่ดังๆ ระดับนางเอก ประวัติดูดี พวกนั้นส่วนใหญ่สร้างภาพมากมาย พูดดีมีสมอง พูดบลาๆ แต่พอมีปัญหาจริงพวกนี้หายหัว แบบนี้ประเทศไทยจะมีคนดีเหลืออยู่ไหม คนดีที่ปกป้องพ่อที่แสนดีของคนไทย อย่างจอย ศิริลักษณ์ อย่างคุณตั้ว ศรัณญู ต่างก็โดนผลกระทบ หลายๆ คนยังสู้ตั๊ก บงกช ไม่ได้ นับถือ”

“คนเราไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่เลือกที่จะเป็นคนดีของประเทศชาติได้ทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าตัวคุณเอง ทุกคน คิดอยากจะเป็นคนดีของสังคม หรือคิดแต่อยากจะฮุบเอาสมบัติชาติ (ภาษีประชาชน) เพื่อเข้ากระเป๋าตัวเองแบบง่ายๆ อย่างอำมาตย์ทั้งหลายที่เคยเป็นไพร่ เผาบ้านเผาเมืองแล้วได้เป็นใหญ่โต แทนนั้นหรือ”

เรื่องที่สี่ สร้างกระแสให้สังคมตะลึงกันอีกแล้ว เมื่อมีคลิปนักเรียนชายชั้นประถมมีเซ็กซ์กันในห้องเรียนถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกอินทอร์เน็ต ซึ่งเหตุการณ์ในคลิปวิดีโอดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงเรียนประถมในหมู่บ้านคัลคินี รัฐกัมเปเช ดินแดนของชนพื้นเมืองที่มีความอนุรักษนิยมสูง โดยมีบุคคลที่สี่ใช้โทรศัพท์มือถือคอยบันทึกฉากรักนี้เอาไว้

ทั้งนี้ นายโอมาร์ คันตัน โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ มีข้อสันนิษฐานว่า วิดีโอดังกล่าวถ่ายทำในห้องเรียนว่างๆ ห้องหนึ่งในช่วงปลายเดือนเมษายน อันเป็นวันปิดเทอมช่วงฤดูร้อน ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการและสหภาพครูกำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่ว่า เด็กนักเรียนเกรด 6 เหล่านั้นถ่ายทำวิดีโอลามกได้อย่างไร และมีผู้ใหญ่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เวลานี้กำลังให้คำปรึกษาทางจิตแก่เด็กกลุ่มดังกล่าว

เรื่องนี้ปูดขึ้นมาหลังจากคุณแม่ของหนึ่งในเด็กที่เกี่ยวข้องไปเห็นวิดีโอนี้บนอินเทอร์เน็ตและแจ้งเรื่องดังกล่าวไปยังเจ้าหน้าที่ ซึ่งเวลานี้ได้มีการถอดคลิปนี้ออกจากโลกออนไลน์แล้ว ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ไม่ได้ระบุถึงอายุของนักเรียนเหล่านั้น แต่เด็กเกรด 6 ในเม็กซิโก จะมีอายุ 12 ปีหรือน้อยกว่านั้นก็เป็นได้

“ช่วงจบ ม.ต้น ได้สอบเข้าที่พาณิชย์สากลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีบาทหลวงเป็นรองอธิการ ท่านจะเดินตรวจตราทุกชั้นเรียน ตอนเช้า เที่ยงและเย็น อย่างละรอบเพื่อตรวจดูว่ามีนักศึกษาประพฤติผิดปกติหรือไม่ แล้วก็เจอคู่หนึ่งนั่งซ้อนตักกัน เป็นเด็กที่ยัดด้วยเงินสองแสนบาทเข้ามาทั้งคู่ เลยถูกไล่ออกและผู้ปกครองถูกเรียกมาด่ายับเลย เป็นการกำจัดมารการศึกษาเพื่อปกป้องเด็กดีอื่นๆ ไม่ให้รู้สึกไม่ดีต่อโรงเรียน ถ้าอาจารย์หรือครูฝ่ายปกครองชองทุกโรงเรียนขยันเดินตรวจ ก็จะทำให้นักเรียนเกรงกลัวไม่กล้าประพฤติผิดใดๆ ในโรงเรียน”

“สังคมสมัยนี้มันถอยหลังลงทุกวันๆ จริงๆ”

“คนไทยมักจะชอบหลอกตัวเอง จริงๆ สังคมมันแย่มาตั้งนานแล้ว แต่เราเลือกที่จะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปิดตา เวลาเจอหรือแกล้งทำเป็นไม่เห็นไม่ดู แล้วปฏิบัติเสธ แก้ไขสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้น”

“ทำอย่างไรเรื่องไม่สมควรเช่นนี้จะหมดไป จริงๆ แล้วทั้งหมดควรเริ่มที่พ่อแม่นะ ต้องย้อนไปดูว่าพ่อแม่เลี้ยงลูกอย่างไร พฤติกรรมการแสดงออกในบ้านเป็นยังไง ทั้งหมดต้องมีสาเหตุ อย่างถ้าเด็กที่เอาแต่ใจ ชอบกรีดร้องโวยวาย สืบไปสืบมา จริงๆ แล้วคนเป็นแม่ไม่เคยควบคุมตัวเองเลยตั้งแต่ลูกอยู่ในท้อง โมโหร้ายเอาแต่ใจเหมือนกัน เด็กจึงรับเอาพฤติกรรมอละความรู้สึกแบบนี้ติดตัวมา”

เรื่องที่ห้า เมื่อใกล้ถึงวันที่เคยกล่าวขานไว้แต่โบราณ สำหรับคำทำนายของชนเผ่ามายันเรื่องวันสิ้นโลก 2012 ซึ่งที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์ที่เหมือนเป็นการเรียกน้ำย่อยเกิดขึ้นให้ได้หวาดกลัวอยู่ตลอด แต่ล่าสุดสำนักข่าวเอพีได้รายงานว่า นักโบราณคดีมหาวิทยาลัยบอสตันและมหาวิทยาลัยคอลเกตในสหรัฐฯ ค้นพบปฏิทินมายาชิ้นใหม่ในห้องขนาดเล็กภายใต้ซากปรักหักพังของแหล่งโบราณสถานชุลตูน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกัวเตมาลา โดยภายในห้องนั้น มีปฏิทินมายาถูกจารึกอยู่บนฝาผนังห้อง อายุประมาณ 1,200 ปี ซึ่งปฏิทินที่ค้นพบชิ้นใหม่นี้ เป็นปฏิทินดาราศาสตร์ที่ชนเผ่ามายันระบุวันเวลานับจากวันที่บันทึกออกไปไกลกว่า 6,700 ปีข้างหน้า นั่นแสดงให้เห็นว่า ณ ปัจจุบันนี้ วันเวลาที่นับจากวันที่จารึกปฎิทินดังกล่าว ได้ล่วงเลยมาเพียง 1,200 ปีเท่านั้น (คำนวณตามอายุของปฏิทิน ซึ่งอาจคลาดเคลื่อนไปบ้างเล็กน้อย) ดังนั้น หากจะมีวันสิ้นโลกตามความเชื่อของใครหลายคนจริงๆ มันก็คงจะเกิดขึ้นในอีกเกือบ 6,000 ปีข้างหน้าเลยทีเดียว ซึ่งนับว่าโลกยังคงอยู่อีกยาวนาน

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต ที่มาภาพ : http news.zubzip.comtopic35494
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต ที่มาภาพ : http news.zubzip.comtopic35494

นอกจากนี้ ภายในห้องเล็กดังกล่าว ยังมีการบันทึกเกี่ยวกับการคำนวณคาบดิถี (คาบซินอดิก) ของดาวศุกร์ว่าอยู่ที่ 584 วัน ส่วนคาบดิถีของดาวอังคารนั้นอยู่ที่ 780 วัน พร้อมกับปรากฎการณ์บนดวงจันทร์ต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลที่ชาวมายันบันทึกไว้นั้น เป็นข้อมูลที่ตรงกับการคำนวณโดยนักดาราศาสตร์ปัจจุบันอย่างไม่น่าเชื่อ

ที่น่าสนใจที่สุดคือ จากการตีความของผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิทินมายาพบว่า ชนเผ่ามายันไม่ได้ระบุว่าโลกจะถึงจุดจบในปี 2012 แต่อย่างใด ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลของศาสตราจารย์เลออนโซ แบร์เรโน ผู้เชี่ยวชาญด้านชนเผ่าและภาษามายันแห่งมหาวิทยาลัยเรจินา แคนาดา ที่ได้ออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ปฎิทินมายาของชาวมายันนั้นถูกตีความผิดมาโดยตลอด เขาเรียนการอ่านปฏิทินมายามาจากคนเฒ่าคนแก่ชาวมายันแท้ๆ แต่ไม่มีชาวมายันคนไหนพูดถึงวันสิ้นโลกเลยสักคน พร้อมกับได้ให้ข้อสังเกตว่า ทุกวันนี้มีสารคดีและบทความเกี่ยวกับวันสิ้นโลกตามคำทำนายของชาวมายันออกมาให้เห็นมากมาย แต่กลับไม่มีสื่อไหนเคยไปสัมภาษณ์กับชาวมายันแท้ๆ เพื่อไขข้อข้องใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย

เรื่องนี้ ทางสำนักข่าวไทยพับลิก้าได้เคยนำเสนอไปแล้วเมื่อครั้งมีเสวนาธรรมเรื่อง “2012 หากโลกาวินาศ ไทยทั้งชาติจะรับมืออย่างไร“ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี ร่วมด้วย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา และ โหราจารย์กรหริศ บัวสรวง เป็นการวิเคราะห์พูดคุยจาก ทั้ง 3 ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โหราศาสตร์ และพุทธศาสนา โดยได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่าโลกไม่แตกในปี 2012 แน่นอน ในปฏิทินของชาวมายัน ครั้งที่เขียนขึ้นมาก็คำนวณได้แค่ปี 2012 ปฏิทินจึงสิ้นสุดที่ปีนี้ แต่ไม่ได้มีการระบุว่าโลกต้องแตก

ในทางวิทยาศาตร์ โลกเราไม่ได้ดับกันง่ายๆ ซึ่งตอนนี้โลกเรามีอายุขัยครึ่งหนึ่ง และจะอยู่ได้อีก 4,500 ล้านปี ถึงจะดับ เนื่องจากดวงอาทิตย์จะขยายตัวใหญ่ขึ้นอีก 60 เท่า และมีความร้อนมากขึ้น เกิดจากปฏิกิริยาระบบไฮโดรเจนรวมตัวกันกลายเป็นฮีเลียม และฮีเลียมก็สะสมกันมากขึ้น พอรวมตัวกันมากขึ้นก็จะกลายเป็นระเบิดฮีเลียม ทำให้โลกร้อนมาก และจะโดนเผาผลาญหมด

ส่วนทางพระพุทธศาสนา ในพระไตรปิฎกก็กล่าวไว้ชัดว่าจะมียุคหนึ่งสมัยหนึ่งที่พระอาทิตย์จะเพิ่มขึ้น โดยระหว่างที่ดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้นโลกจะลุกไหม้เป็นจุดๆ จนถึงดวงที่ 7 โลกจะถูกไฟเผาไหม้หมด แต่ไม่ได้ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด พุทธศักราชไหนเลยด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ โลกจะแตกในปีนี้หรือปีไหนก็ตาม ทุกสิ่งมีเกิดก็ย่อมมีดับไป เช่นเดียวกับชีวิตคนเรา ธรรมชาติที่ลงโทษและทำร้ายเราอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะการกระทำที่มนุษย์เคยทำกับโลกกับธรรมชาติ ถ้าคิดว่ายังต้องใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ไปอีกนาน ก็ควรหันกลับมาสนใจและใส่ใจการใช้ชีวิตจะดีกว่า ทั้งทางธรรมชาติและจิตใจเราเองให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมอันดี ไม่อย่างนั้นเราอาจไม่ได้ตายเพราะโลกแตก แต่อาจตายเพราะสงครามความร้ายกาจที่คนเราสร้างให้เกิดขึ้นเองมากกว่า

“ผมคิดว่าเราน่าจะคิดกันไปเองมากกว่านะ เหมือนภาพโมนาลิซ่านั่นแหละ แค่เพียงรูปภาพก็คิดกันไปต่างๆ นานา รู้แม้กระทั่งโมนาลิซ่าท้องอยู่ มีรหัสรับในดวงตาเธอ รวมกระทั่งสิงห์สาราสัตว์มากมายในตัวเธอ มันเป็นทฤษฎีคิดไปเองมากกว่า”

“อะไรจะรู้ล่วงหน้าขนาดนั้น หากรู้อนาคตทำไมไม่รู้ไปเลยว่าโลกจะแตกช้าเร็วก็ฝีมือมนุษย์เรานี้ละ เอาไฟรุมโลก ทุกๆ วันนี้ ถึงได้ร้อนมากมาย แถมตัดไม้ทำลายป่าสร้างเรือนกระจกขังและเผาตัวเองไว้ ก็ร้อนตายกันหมดโลกนี่แหละ”

“ไม่ต้องหาจุดจบของโลกหรอก ใช้ชีวิตให้ดีและนึกถึงจุดจบของตัวเราดีกว่า”

“มนุษย์ไม่ได้ตายด้วยโลกแตกหรอก จะฆ่ากันเองตาย และการมลพิษต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น อาวุธที่ประสิทธิภาพทำลายล้างสูงๆ เขาสร้างมาไว้ฆ่ามนุษย์ไม่ใช่หรอ จะกลัวทำไม แค่โลกแตก”

“ที่ว่าบอกไม่เคยไปสัมภาษณ์ชาวมายันเพราะว่าชาวมายันหายสาญสูญไม่ใช่หรอ แล้วออกมาพูดกันได้อย่างไรว่าไม่มีชาวมายัน ขอร้องเถอะ ไม่ต้องมาทำนายแล้ว ปล่อยให้มันเป็นไปเถอะ”

“โลกจะแตกก็แตกไป อย่าให้ใจตัวเองแตกก็พอ
จงหมั่นคิดว่า ถ้าพรุ่งนี้เราจะตายจริงๆ สิ่งที่เรากระทำมา
ทั้งคำพูด การกระทำต่างๆ ทุกอย่างในชีวิต เราพอใจหรือไม่
เราภูมิใจไหม เรายังห่วงยังยึดอะไรอยู่หรือไม่ หรือเราพร้อมจะไป
อย่างสงบ ให้เราคิดอย่างนี้ทุกวันถ้าเรารู้ว่าพรุ่งนี้เราจะตาย จริงๆ”