เขื่อนแม่วงก์ บทพิสูจน์ขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติเมืองไทย

28 เมษายน 2012

เพชร มโนปวิตร

ผมยังมองโลกในแง่ดีและเชื่อมั่นว่าถ้าสังคมนี้ประเทศนี้จะพอเหลือความหวังอะไรอยู่บ้าง เขื่อนแม่วงก์ไม่น่าจะได้สร้าง และประเทศไทยน่าจะมีคำตอบที่ดีกว่านี้ในการวางแผนป้องกันน้ำท่วมหรือแก้ปัญหาชลประทานให้กับพื้นที่เกษตรกรรม สังคมเราน่าจะมีวุฒิภาวะพอที่จะมีฉันทามติร่วมกันได้แล้วว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในป่าอนุรักษ์นั้นได้ไม่คุ้มเสีย

หลังจากที่รัฐบาลหมกเม็ดอนุมัติการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ทั้งๆที่รายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่ผ่านการเห็นชอบ เราก็ได้เห็นขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติที่แตกกระสานซ่านเซ็นกลับมารวมตัวกันอย่างเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่งและยังได้เห็นว่าขบวนการดังกล่าวแตกกิ่งแตกกอแผ่ขยายไปกว่าในอดีต ทั้งยังพัฒนารูปแบบการสนธิกำลังกันทางโซเชียลมีเดียอย่างคึกคักและทรงพลัง

จะว่าไปการปลุกผีเขื่อนแม่วงก์ด้วยการกำหนดให้การก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน8ปีด้วยงบประมาณ13,000 ล้านบาทในยุคนี้พ.ศ.นี้ เป็นการตอกย้ำว่าตลอดยี่สิบสามสิบปีที่ผ่านมานักการเมืองทุกยุคทุกสมัยต่างไม่เคยสนใจแก้ปัญหาเรื่องชลประทานหรือเห็นความสำคัญของป่าธรรมชาติอย่างจริงจังเลย จะน้ำท่วมหรือฝนแล้ง ท่านมีเมนูเขื่อนโดยเฉพาะในเขตพื้นที่ป่ามานำเสนอได้ตลอดเวลา ทั้งๆที่ได้มีการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่ายกันจนหมดเปลือกมาแล้วหลายรอบ

เดิมทีก็ว่ากันว่าพวกนักอนุรักษ์เป็นตัวถ่วงการพัฒนา ค้านเป็นอย่างเดียวไม่เคยเสนอทางออก ก็ว่าไม่ได้เพราะตอนนั้นเรายังไม่ได้มีการประดิษฐ์คำว่า “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ให้เข้าใจกันง่ายๆว่า “การพัฒนา” จริงๆไม่ได้หมายถึงการพัฒนาเศรษฐกิจระยะสั้นที่นำมาซึ่งความหายนะระยะยาวของสิ่งแวดล้อมและสังคมโดยรวม

ทุกครั้งที่เกิดเป็นประเด็นสาธารณะในระยะหลัง จึงเริ่มมีการนำข้อมูล สัตว์ป่า ป่าไม้ สังคม เศรษฐกิจมาชี้แจงให้เห็นถึงผลกระทบยาวๆไม่ใช่ว่ากันแต่ผลประโยชน์ตรงหน้า และนำเสนอทางออกให้มีการจัดการน้ำอย่างบูรณาการทั้งระบบ พร้อมกับปรับปรุงเครื่องมือการจัดการน้ำเช่น เขื่อน ฝาย คู คลองที่มีอยู่ให้คุ้มค่าเต็มประสิทธิภาพเสียก่อน พอเถียงกันจนได้ที่ไอเดียเรื่องเขื่อนขนาดใหญ่ก็มักจะถูกพับเก็บไป รอเวลาที่มีข้ออ้างเหมาะๆ ขบวนการอนุรักษ์อ่อนแอ ท่านๆก็พร้อมเอามาปัดฝุ่นนำมาเสนอกันใหม่

ส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่าความคิดที่จะสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในผืนป่าอนุรักษ์น่าจะหมดไปแล้วต้ังแต่กรณีเขื่อนน้ำโจน ซึ่งเป็นโครงการเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่เสนอให้กั้นลำน้ำแควตอนบน บริเวณเขาน้ำโจน ใจกลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เขื่อนน้ำโจนนับเป็นเขื่อนขนาดใหญ่เขื่อนแรกๆที่ได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากนักอนุรักษ์

การเคลื่อนไหวในครั้งนั้นทำให้สังคมได้หันมาฉุกคิดถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมของการสร้างเขื่อน ทำให้ได้เห็นความกล้าหาญทางจริยธรรมของข้าราชการและนักวิชาการในกรมป่าไม้หลายๆท่านที่ทนดูดายไม่ได้กับผลกระทบมหาศาลท่ีจะเกิดขึ้นกับสัตว์ป่าและผืนป่าทุ่งใหญ่ฯ และตัดสินใจออกมาพูดความจริงให้สังคมได้ตระหนักถึงผลเสียถาวรต่อระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ข้าราชการหลายท่านออกมาร่วมรณรงค์เคลื่อนไหวคัดค้านกับนักศึกษาและภาคประชาชนอย่างเปิดเผย จนเกิดเป็นขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติที่เข้มแข็ง ในที่สุดวันที่ 4 เมษายน พ.ศ.2531 คณะรัฐมนตรีก็มีมติระงับโครงการก่อสร้างเข่ือนน้ำโจน

หนึ่งในแกนนำสำคัญที่ออกมาคัดค้านเขื่อนน้ำโจนคือข้าราชการกรมป่าไม้ที่ชื่อสืบ นาคะเสถียร เหตุผลสำคัญที่พี่สืบค้านเขื่อนน้ำโจนสุดชีวิตเพราะเข้าใจดีถึงคุณค่าของผืนป่าตะวันตกที่มีความสำคัญยิ่งต่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าของประเทศไทย เพราะต้องยอมรับว่าแม้เราจะมีป่าอนุรักษ์อยู่ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ แต่ผืนป่าอนุรักษ์สำคัญที่เป็นบ้านหลังใหญ่หลังสุดท้ายของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์นั้นเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งจริงๆ

ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตกที่มีป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่เป็นพื้นที่แก่นกลางได้รับการผลักดันและสานต่ออย่างเข้มแข็งเรื่อยมา โดยมีมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและองค์กรพันธมิตรอีกหลายแห่งเป็นกองกำลังเสริมร่วมกับเจ้าภาพหลักคือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชในปัจจุบัน

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตกและเป็นป่าที่มีอาณาบริเวณติดต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แม้เมื่อยี่สิบปีก่อนจะถูกรบกวนจากการล่าสัตว์ตัดไม้จนแทบไม่เหลือร่องรอยของสัตว์ป่าขนาดใหญ่ แต่ทุกวันนี้ข้อมูลทางวิชาการต่างยืนยันตรงกันว่าสัตว์ป่าในแม่วงก์กำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ปรากฎการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ปาฎิหาริย์แต่เกิดจากการทำงานหนักปีแล้วปีเล่าของนักอนุรักษ์ นักวิชาการและข้าราชการในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร การทำงานหนักที่ทำให้การอนุรักษ์เริ่มเห็นผลสำเร็จ สัตว์ป่าเริ่มกลับมาชุกชุมอีกครั้งและกระจายออกไปใช้ประโยชน์ผืนป่าอนุรักษ์โดยรอบ ปัจจุบันสัตว์ป่าหายากอย่างเสือโคร่ง สมเสร็จ เก้งหม้อและนกยูงกลับมาใช้แม่วงก์เป็นบ้านของพวกเขาแล้ว

การสร้างเขื่อนแม่วงก์จะทำให้น้ำท่วมบ้านของสัตว์ป่าอย่างถาวรกว่าหมื่นไร่ ไม่นับรวมผลกระทบระหว่างการก่อสร้าง การขนเครื่องจักรขนาดหนัก การตัดไม้ในอ่างเก็บน้ำ การตัดถนน การพัฒนาพื้นที่รอบเขื่อน และการลักลอบล่าสัตว์ที่มักจะเกิดขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะการตรวจตราทำได้ยากขึ้น นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศอันเปราะบางหากเขื่อนแม่วงก์เดินหน้าตามมติคณะรัฐมนตรี

พื้นที่ป่าสักบริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่เรวา ป่าเป็นป่าอายุกว่า 20-30 ปี ที่มา: http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=inthedark&month=12-10-2007&group=14&gblog=35

พื้นที่ป่าสักบริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่เรวา ป่าเป็นป่าอายุกว่า 20-30 ปี ที่มา: http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=inthedark&month=12-10-2007&group=14&gblog=35

คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ประเทศที่ก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและมีข้อมูลพื้นฐานมากมายมหาศาลอย่างสหรัฐอเมริกาถึงเริ่มเดินหน้ารื้อเขื่อนหลายแห่งทั่วประเทศเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ แผนการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการไต่ตรองอย่างรอบคอบและที่สำคัญเป็นเพราะงานวิจัยระยะยาวมันสรุปแล้วว่า “ได้ไม่คุ้มเสีย” (อ่านหนึ่งในเรื่องราวการรื้อเขื่อนทิ้งในสหรัฐอเมริกาได้ที่นี่ – จุดจบของเขื่อนเอลวาห์กับขบวนการฟื้นชีวิตให้สายน้ำและพงไพร)

ผมคิดว่าถ้าพี่สืบยังมีชีวิตอยู่ และถูกถามว่าคิดอย่างไรต่อกรณีเขื่อนแม่วงก์
คำตอบของพี่สืบก็คงจะไม่เปลี่ยนไปจากที่เคยพูดไว้ก่อนเสียชีวิต

“ในความรู้สึกของผม เราไม่ต้องมาเถียงกันหรอกว่า เราจะใช้ป่าไม้อย่างไร
เพราะมันเหลือน้อยมากจนไม่ควรใช้
จึงควรจะรักษาส่วนนี้เอาไว้ เพื่อให้เราได้ประโยชน์ที่เป็นประโยชน์ทางอ้อม…
มันจะต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า การอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์ จะต้องมองว่ามีการใช้ทั้งทางตรง ทางอ้อม
ป่าที่เก็บไว้ในรูปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ ควรจะใช้ประโยชน์ในทางอ้อม”

24 ปีตั้งแต่คณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิกเขื่อนน้ำโจนจนมามีมติอนุมัติการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ นับเป็นเวลาไม่น้อย ขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติในประเทศไทยมีขึ้นมีลง มีเกิดมีดับ แต่ผมเชื่อมั่นว่าสายธารแห่งการอนุรักษ์ยังคงอยู่

24 ปีที่แล้วเรายังไม่มีโครงการตรวจวัดประชากรสัตว์ป่าที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่า องค์กรอนุรักษ์ยังไม่เติบใหญ่ ไม่มีเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ประจำภาคสนาม ไม่มีช่องทางการสื่อสารที่รวดเร็วทันใจเหมือนในปัจจุบัน แต่ขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติในยุคนั้นยังสามารถทำให้สังคมตระหนักถึงความจำเป็นของการอนุรักษ์ป่าธรรมชาติ ความไม่จำเป็นของการสร้างเขื่อนและทำให้คณะรัฐมนตรีตัดสินใจในสิ่งที่ถูกที่ควรได้

ผมยังมองโลกในแง่ดีและเชื่อมั่นว่าถ้าสังคมนี้ประเทศนี้จะพอเหลือความหวังอะไรอยู่บ้าง เขื่อนแม่วงก์ไม่น่าจะได้สร้าง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมต้องกล้าที่จะมีฉันทามติร่วมกันว่าเราจะไม่ยอมสูญเสียป่าธรรมชาติอีกต่อไป เพราะป่าและสัตว์ป่าก็เป็นสมบัติของพวกเราทุกคน

  • Thaina Yu

    ผมอยากถามพวกนักอนุรักษ์ไม่เอาเขื่อนคำเดียวนะครับ

    ถ้าหากว่าวิธีการที่คุณเสนอมันไม่ได้ผล คุณจะรับผิดชอบยังไง

    นี่พูดกันตามหลักการรัฐศาสตร์นะ การสร้างเขื่อนโดยรัฐบาลที่มีที่มาจากประชาชน ก็เพราะรัฐบาลต้องลงมือทำการแก้ปัญหาตามวิธีที่ตัวเองคิดว่าดี รัฐบาลก็มีความภาระผูกพันต่อประชาชน อย่างน้อยๆคือถ้าแก้ปัญหาไม่สำเร็จ ก็จะไม่ได้รับเลือกอีก
    รัฐบาลสร้างเขื่อน แล้วไม่ได้ผล จะฟ้องศาลก็ได้ถ้าจะทำ เพราะรัฐบาลมีอำนาจ ก็ต้องรับผิดชอบในอำนาจนั้น

    แต่เหล่า NGO ที่ออกมาโวยวายโหวกเหวก ห้ามนั่นห้ามนี่ ถ่วงความเจริญ เสนอวิธีการที่ตัวเองคิดว่าดี มีความรับผิดชอบอะไรบ้างครับ? พอรัฐบาลไม่ทำตามสั่งก็ด่าสาดเสียเทเสีย แล้วถ้ารัฐบาลทำตามแล้วมันพลาดคุณมารับผิดชอบอะไรให้รัฐบาลได้บ้าง?

    สมมุติง่ายๆว่าถ้าไม่สร้างเขื่อน แล้วทำตามที่พวกคุณสั่ง(สร้างฝายหรืออะไรก็แล้วแต่) แล้วเกิดมันไม่ดี ไม่ได้ผล เกิดน้ำท่วม พวกคุณจะรับผิดชอบยังไงได้? คุณไปร่วมหัวจมท้ายโดนโทษนอนคุกกับรัฐบาลได้มั้ย?
    แล้วแบบนี้รัฐบาลไหนจะอยากเสี่ยงกับคุณ?

    พวกคุณพูดอะไรสวยๆ อย่างฉันทามติ หรืออะไรต่างๆ ถ้าแน่จริงก็ไปตั้งพรรค NGO ให้คนเลือกสิครับ ลงสมัคร ส.ส. อบจ. แล้วเอางบไปทำงานเองเลย อย่าคอยปากดีข้างสนามแบบนี้

    โดยหลักวิทยาศาสตร์คุณอาจจะถูก แต่โดยหลักรัฐศาสตร์ พวกคุณไม่เคยมีภาระผูกพันรับผิดชอบต่อประชาชน เล่นการเมืองข้างถนนไม่ยอมใช้วิถีทางประชาธิปไตย ผมเบื่อแล้ว

    • ไม่ค่อยเข้าใจประเด็นค่ะ เอ็นจีโอและประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อน ต่างก็ล้วนเป็น “ประชาชน” ในระบอบประชาธิปไตย มีสิทธิแสดงออกเช่นกัน รัฐบาลต่างหากที่มีหน้าที่ฟังเสียงทุกฝ่าย คำนวณผลได้ผลเสียอย่างรอบคอบก่อนดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายขนาดใหญ่

      (และที่ผ่านมา ก็ไม่เคยเห็นรัฐบาลไหน “รับผิดชอบ” กับนโยบายที่ผิดพลาดเลยนะคะ)

      • Thaina Yu

        NGO ไม่เคยทำอะไรเพื่อพิสูจน์ “ฉันทามติ” แต่กลับอ้าง “ฉันทามติ” นี่คือสาเหตุที่ผมของขึ้น
        มันไม่ต่างกับพวกพันธมิตรและเหล่าอำมาตย์ที่ชอบอ้างว่า “คนไทยคงไม่มีใครยอม” “ประชาชนทนกับทักษิณไม่ได้แล้ว” มันเป็นการเมืองข้างถนนที่ป่วนชาติเละเทะมาตลอด อ้างประชาชนที่ไม่มีตัวตนมาเข้าข้างตัวเอง

        คุณจะอ้างหลักการทางวิทยาศาสตร์ ความเดือดร้อนของชาวบ้าน ก็อ้างไป
        แต่การยกตัวเองว่าข้าถูกที่สุด คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้า รัฐบาลเป็นเผด็จการไม่ยอมทำตามข้าสั่ง ผมเห็นแล้วทนไม่ได้ มันทุเรศ

        ก็ไม่ผิดที่ว่าที่ผ่านมายังไม่มีใครทำ แต่โดยหลักรัฐศาสตร์มันมีกลไกให้ทำ บางครั้งพวกคุณก็ใช้งานกลไกนั้นด้วย NGO ฟ้องรัฐบาลเรื่องถึงศาล เรื่องธรรมดา ถึงขั้นต้องรับผิดชอบรึเปล่าก็อีกเรื่อง
        แต่ NGO ไม่มีกลไกอะไรเลยที่ทำให้บอกได้ว่าจะรับผิดชอบต่อประชาชน

        ผมถึงเปรียบง่ายๆว่า สร้างเขื่อน คนเดือดร้อน น้ำยังท่วม ฟ้องรัฐบาลได้ว่าทำงานไม่ได้ผล
        แต่การไม่สร้างเขื่อน เพราะทำตาม NGO สั่ง บางที NGO คอยป่วนไม่ยอมให้รัฐบาลทำตามนโยบาย (ปลุกระดมคนไปนั่งขวางก็เคยมาแล้ว จะเอากำลังปราบก็ไม่ได้)
        แล้วพอน้ำท่วม คนเดือดร้อน จะฟ้อง NGO ให้รับผิดชอบ ไปเข้าคุก ได้รึเปล่า?

        ผมถึงได้บอกไงว่าไปตั้งพรรค NGO แล้วมาลงเลือกตั้ง เป็นนักการเมือง เป็น อบจ. ส.ส. ไปตามเรื่อง ผันงบไปทำงานเองตามระบบประชาธิปไตย
        ถ้าไม่งั้นอย่ามาอ้างว่าคุณคือตัวแทนประชาชน
        เพราะตัวแทนประชาชนจริงๆ คือคนที่ประชาชนเลือกไปนั่งในสภา

        • Weerayuth

          ผมไม่แน่ใจว่าคุณ Thaina Yu อ่านภาษาไทยออกหรือเปล่า เท่าที่ผมอ่านความเห็นของ คุณสฤณี คุณสฤณีบอกว่า คนที่คัดค้านเขื่อนแม่วงก์ก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง ซึ่งในระบอบประชาธิปไตย (ที่เป็นธรรมาภิบาล ไม่ใช่เผด็จการจากการเลือกตั้ง) รัฐบาลก็จำเป็นจะต้องฟังเสียงของคนส่วนน้อย ไม่เช่นนั้น ประชาธิปไตยก็คงไม่มีความหมาย เพราะไม่สามารถที่จะทำให้คนในสังคมอยู่อย่างเป็นสุขได้ คุณสฤณีไม่ได้พูดแม้แต่ประโยคเดียวว่า NGO เป็นตัวแทนของประชาชน รัฐบาลต่างหากที่มีหน้าที่ฟังเสียงทุกฝ่าย อันนี้ต่างหากที่เป็นหลักรัฐศาสตร์ที่รัฐบาลควรจะทำ ไม่ใช่ยกหลักรัฐศาสตร์ที่จับต้องไม่ได้อย่างคุณขึ้นมา
          ผมว่าหากคุณ Thaina Yu เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ควรนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากการสร้างเขื่อนแม่วงก์มาให้ข้อมูลเพื่อเกิดการถกเถียงในสังคม ว่าเหตุผลอะไรที่ควรสร้างเขื่อนแห่งนี้ แต่ในทางกลับกัน หากข้อมูลของผู้ที่ไม่เห็นด้วยมีน้ำหนักมากกว่า คุณก็ควรจะยอมรับข้อมูลเหล่านั้น เพื่อให้สังคมเกิดปัญญาในการตัดสินประเด็นขัดแย้งอะไรก็ตามที่จะมีเกิดขึ้นมาในอนาคต
          ผมไม่แน่ใจว่าคุณเข้าใจคำว่า NGO ดีแค่ไหน หรือว่า NGO ในความหมายของคุณถูกตีความมาจากวาทกรรมว่าเป็นพวกถ่วงความเจริญและคัดค้านทุกเรื่องเท่านั้น คนรอบ ๆ ตัวผมหลาย ๆ คนที่ไม่ได้ทำงานองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO)ก็ออกมาคัดค้าน เพียงแต่เสียงคนเหล่านั้นไม่ได้ดังจนทำให้คุณได้ยิน แล้วคนเหล่านั้นมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชนคนหนึ่งหรือเปล่า ในทางกลับกันรัฐบาลนี้ก็ได้อำนาจมาจากการที่ประชาชนกลุ่มหนึ่ง หรืออาจจะส่วนใหญ่ของประเทศก็ได้ (เพราะชนะการเลือกตั้งมา) เรียกร้องให้รัฐบาลชุดที่แล้ว หรือใครที่คุณกล่าวอ้างว่าเป็นอำมาตย์ก็แล้วแต่ ให้ฟังเสียงของพวกเขามาไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมวันนี้คุณถึงจะไม่ยอมรับฟังเสียงของคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล

          ผมไม่ได้ค้านรัฐบาลในทุก ๆ เรื่อง หรือทุกนโยบาย อย่างเช่น นโยบายทางสาธารณสุขที่ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลในกรณีฉุกเฉินได้ไม่ว่าจะใช้สิทธิในระบบประกันสุขภาพแบบใดในทุกโรงพยาบาล ผมก็ว่าเป็นนโยบายที่ดีและควรได้รับการสนับสนุน และควรได้รับการชมเชย แต่ในกรณีเขื่อนแม่วงก์ ข้อมูลจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนมีน้ำหนักและเหตุผลมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม

          ผมว่าปัญหาของคุณ Thaina Yu ตอนนี้ น่าจะอยู่ที่การรับไม่ได้ที่มีใครมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลที่คุณเลือก จนคุณขาดสติที่จะพิจารณาว่าสิ่งไหนเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม สิ่งไหนควรทำหรือไม่ควรทำ สุดท้ายแล้วคุณเองก็ไม่ยอมรับฟังเสียงจากคนที่เห็นต่าง คุณก็ทำตัวไม่ต่างจากอำมาตย์ที่คุณไม่ชอบ หากว่าอำมาตย์ที่คุณไม่ชอบและกล่าวหาว่าเลวร้ายแล้ว คุณกลับทำซ้ำรอยในสิ่งนั้น คุณก็เลวร้ายยิ่งกว่า

          • Thaina Yu

            ผมไม่แน่ใจว่าคุณอ่านภาษาไทยออกรึเปล่าเพราะประเด็นหลักที่ผมตอบโต้คือบทความคอลัมน์อันนี้ ไม่ใช่ตัวคุณสฤณีที่แค่มาคุยกับผมหลังจากที่ผมมีการ comment เกิดขึ้น

            เสียงส่วนน้อยก็มีขอบเขตในการเรียกร้อง ไม่ใช่พูดในฐานะเสียงส่วนน้อยแต่อ้างว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย จำจุดกำเนิดเสื้อหลากสีได้มั้ยครับ? ที่มีหมอชั่วๆคนนึง ลากคนใส่เสื้อธรรมดามาจัดม็อบแล้วบอกว่า “คนไทยทุกคนไม่มีสี แต่คนไทยไม่เอาทักษิณ”

            นี่คือสิ่งที่คนเขียนคอลัมน์ทำ ซึ่ง อย่างที่บอก ผมว่าคุณคงไม่ได้อ่าน เพราะคิดแต่จะมาเถียงผม

            การที่ต้องฟังเราก็ฟังแล้ว คุณพูดได้ คุณมีอิสระในการพูด และเราก็รับฟัง แต่เมื่อเราไม่เห็นด้วย พวกคุณฟังเรามั้ยล่ะ? คุณมี Right ในการพูดแล้ว แต่สุดท้ายคุณก็ต้องให้รัฐบาล(ที่มาจากเสียงส่วนใหญ่) มา Rules นี่คือระบอบประชาธิปไตยและผมถึงได้บอกว่าประเทศเราไม่ได้ปกครองด้วยระบอบ NGO

            แน่นอนว่าที่ผมมาโต้ตอบตรงนี้ก็เพราะผมเห็นด้วยกับนโยบายในการสร้างเขื่อน ผมถึงได้รู้สึกขัดใจ แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ NGO ก็มีสิทธิ์ที่จะพูดในระดับนึงไม่ใช่อ้างฉันทามติได้ เพราะฉันทามติที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือคุณต้องได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน และคนที่ได้รับสิทธิ์นั้นอยู่ตอนนี้คือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของคนในประเทศ

            นักการเมืองที่นั่งในสภา ไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ก็คือตัวแทนของประชาชน (ยิ่งฝ่ายรัฐบาลนี้ยิ่งชัดว่าเป็นของประชาชนเสียงส่วนใหญ่) ในขณะที่ NGO ไม่เคยลงเลือกตั้ง ฉะนั้นช่วยมีความเกรงใจกันบ้าง ไม่ใช่สักแต่จะด่านักการเมืองให้ได้
            เพราะถ้าเหตุผลของคุณดีจริง ทำไมชาวบ้านถึงไม่เลือกคุณแทน ส.ส. ที่คุณไปด่าเขาว่ามาหลอกชาวบ้าน

            โดยทั่วไปก็มีคนเยอะแยะที่เขียนด่ารัฐบาลในนามของตัวเอง ไม่ว่าจะอาศัยชื่อสื่อมวลชน นักเขียน นักวิชาการ ผมไม่ว่าเลยถ้าไม่อ้างประชาชนมาเข้าข้างตัวเอง
            แต่เห็นใครอ้างประชาชนมาด่า ส.ส. ผมก็ของขึ้นเสมอ เพราะในประเทศนี้คนที่มีสิทธิ์อ้างถึงประชาชนโดยมีหลักฐานชัดเจนคือ ส.ส.ที่ไปนั่งในสภาในฐานะผู้แทนของประชาชน เพราะได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนจากการเลือกตั้ง

            NGO ที่ไปล่ารายชื่อคนมาหมื่นๆคนมันยังต้องลงทุนลงแรงเพื่อแสดงให้หลักฐานของการมีเสียงประชาชนสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม ในขณะที่คนเขียนคอลัมน์นี้เกริ่นแบบสั่วๆว่า “ผมเชื่อว่าประชาชนมีฉันทามติตรงกัน”
            หอกหักครับ

          • Rayda

            1.คุณกำลังให้ความสำคัญกับรัฐแบบWestphalianมากเกินไปครับ
            2.การมีส่วนร่วมทางการเมืองมีหลายวิธีตั้งแต่ตั้งพรรคการเมือง สร้างม็อบ ไปจนถึงองค์การภาคประชาสังคมต่างๆ เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทุกคนใช้วิธีการมีส่วนร่วมแบบเดียวกันหมด

    • อยากตอบด้วยการถามคำเดียวนะครับ
      ถ้าหากว่าวิธีการสร้างเขื่อนที่รัฐบาลอนุมัตินั้นไม่ได้ผล คุณและรัฐบาลของคุณจะรับผิดชอบยังไง?

      นี่พูดกันตามหลักรัฐศาสตร์นะ การสร้างเขื่อนโดยรัฐบาลที่มีที่มาจากประชาชน ก็เพราะรัฐบาลต้องลงมือทำการแก้ปัญหาตามวิธีที่ตัวเองคิดว่าดี รัฐบาลก็มีความภาระผูกพันต่อประชาชน อย่างน้อยๆคือถ้าแก้ปัญหาไม่สำเร็จ ก็จะไม่ได้รับเลือกอีก
      รัฐบาลสร้างเขื่อนแล้วไม่ได้ผล จะฟ้องศาลก็ได้ถ้าจะทำ เพราะรัฐบาลมีอำนาจ ก็ต้องรับผิดชอบในอำนาจนั้น

      อยากถามThaina Yu และรัฐบาลที่อนุมัติให้สร้างเขื่อนหลายๆคำนะครับ
      หลักรัฐศาสตร์ที่ว่าการสร้างเขื่อนโดยรัฐบาลที่มีที่มาจากประชาชนนั้นเป็นหลักรัฐศาสตร์ของโลกไหน ที่อนุญาตให้รัฐบาลทำการการเช่นนั้นได้
      ทรัพยากรธรรมชาติคือสมบัติของชาติ ไม่ใช่สมบัติของนายกฯหรือคณะรัฐมนตรี ที่สามารถจะทำลายล้างหรือเอาไปขายให้ใครต่อใครก็ได้โดยอ้างความรับผิดชอบ ด้วยเพียงคำพูดที่ว่าถ้าแก้ปัญหาไม่สำเร็จ ก็ไม่ได้รับเลือกอีก
      นี่คือความรับผิดชอบตามหลักรัฐศาสตร์อีกหรือไม่ ?

      ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการแก้ปัญหาไม่สำเร็จนั้น Thaina Yu คำนวณมาให้เห็นชัดเจนได้หรือไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเท่าไหร่ ? เริ่มจากความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วม(เพราะเขื่อนไม่สามารถแก้ปัญหาได้)
      ความเสียหายที่เกิดจากราคาค่าก่อสร้างเขื่อนทั้งหมด
      ความเสียหายที่เกิดจากการทำลายผืนป่าทั้งหมด นับแต่วันที่เริ่มสร้างไปจนกว่าผืนป่าทั้งหมดจะกลับคืนมาสู่สภาพเดิม ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตสัตว์ป่าทั้งหมด
      และความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการที่จะต้องรื้อเขื่อนที่ไม่ได้ผลนั้นออกไป

      สมมุติให้มันยากๆไปเลยดีกว่า ถ้าสร้างไม่สร้างเขื่อนตามที่พวกผมสั่ง(สร้างฝายหรืออะไรก็แล้วแต่) แล้วมันเกิดไม่ดี ไม่ได้ผล เกิดน้ำท่วม พวกผมจะรับผิดชอบด้วยการ เลือกพรรคเพื่อไทย ตามหลักรัฐศาสตร์ของคุณ
      พวกผมจะไปร่วมหัวจมท้ายหนีโทษไปคอยตามเชียร์ทีมแมนซิตี้กับรัฐบาลทุกนัดก็ได้ เพราะยังไงๆรัฐบาลก็ต้องหนีคุกตามหลักรัฐศาสตร์ของคุณอยู่แล้ว เพราะฉนั้นรัฐบาลไม่ควรจะมาเสี่ยงกับพวกผม

      พวกผมพูดอะไรสวยๆอยู่เสมอ เพราะพวกผมเป็นพวกที่รับรู้ถึงความสวยงามความเป็นธรรมชาติ ไม่ทำอะไรที่ไม่เป็นปกติมนุษย์ และNGO นั้นไม่ตั้งพรรคการเมือง เพราะคำว่า NGO นั้น มาจาก Non-Government organization แปลว่าอะไร Thaina Yu น่าจะเข้าใจความหมายได้ ถ้าตอนเด็กๆไม่ขี้เกียจเรียนหนังสือเสียจนพูดไม่ก็เป็นประสา ฟังก็ไม่รู้เรื่องมาจนถึงทุกวันนี้

      โดยหลักวิทยาศาสตร์พวกผมก็ถูก โดยหลักรัฐศาสตร์พวกผมก็ถูก
      พวกผมมีภาระผูกพันรับผิดชอบต่อประชาชน เพราะพวกผมเองคือประชาชน
      ประชาธิปไตยไม่ใช่การเล่นการเมือง และการเมืองก็ไม่ใช่อะไรที่คุณจะเอามาเล่นได้
      ถ้าเบื่อแล้วก็ขอแนะนำให้ไปหายากินซะ..เขาเรียก”ยาเบื่อ”เคยรู้จักไหม ?
      หรือว่ามันไม่เข้ากับหลักแพทยศาสตร์ของคุณอีก

      • Gu

        lol

  • นานคนไทย ประชาชนหนึ่งเสียง

    ถามว่าเขื่อนจำเป็นมั๊ย จำเป็นครับ
    แต่หากจะสร้างใหม่อยู่เรื่อยๆ ด้วยเหตุผลเดิมๆ
    ขอถามว่ามัน “คุ้มค่าพอ” มั๊ย
    ปัจจุบัน เรามีเขื่อนใหญ่เขื่อนน้อยอยู่ร่วม ๆ เกือบ 50 แห่งได้มั๊ง ไม่รวมอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อีกมาก
    กระจายอยู่ในภาคกลาง เหนือ อีสาน ใต้ เรียกได้ว่าครอบคลุมพื้นที่แทบทั้งประเทศ
    แต่ทำไมเราถึงเจอภัยแล้ง น้ำท่วม และต้องซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านอยู่อีก

    ปัญหามันอยู่ที่ “เขื่อนไม่เพียงพอ” หรือ “ความรู้ในการใช้ประโยชน์และดูแลเขื่อนไม่เพียงพอ” กันแน่ครับ
    เด็กๆ ก็รู้ว่า ป่าเป็นต้นกำเนิดของน้ำ ป่ามีมาก แม้จะทำให้ฝนมาก แต่ก็ช่วยกักเก็บชะลอน้ำได้มาก
    ผมคิดง่ายๆ ว่า ป่าเป็นบ่อน้ำผุดที่ไม่มีวันเหือดแห้ง แต่เขื่อนเป็นโอ่งเก็บน้ำที่มีรูรั่วและลดปริมาณลงเรื่อยๆ
    การสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าคงคล้ายๆ ว่าเราเอาน้ำจากบ่อมาเก็บไว้ในโอ่ง แล้วก็ถมทำลายบ่อน้ำ ทิ้งไป
    โดยคิดว่าโอ่งนั้นจะเป็นโอ่งวิเศษที่มีน้ำไว้ให้เราใช้ได้ตลอดไป
    แล้วอดีตที่ผ่านมา ไม่ได้ให้บทเรียนอะไรเลย งั้นรึ?

  • เอาเงินมา 13,000 ล้าน..เดี๋ยวผมจะทำให้ดู!

  • Treebox40

    ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์ด้วยคน ไม่เอาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

  • Underground

    ผมคนหนึ่งเป็นคนนครสวรรค์จังหวัดที่จะสร้างเขื่อนแม่วงก์แต่ผมไม่รู้จะไปเอ่ยปากบอกใครว่าไม่เอาเขื่อนเพราะที่นั่นเขาบอกว่าเขาต่อสู่อยากได้เขื่อนนี้กันมา 40 กว่าปีแล้ว ผู้ที่จะสร้างบอกว่าแก้น้ำท่วม ภัยแล้ง ผมว่าไม่ได้ผลหรอก อย่างปีที่แล้ว(2554)นครสวรรค์ไม่ได้ถูกน้ำจากฝั่งตะวันตกแถบลาดยาว แม่วงก์ไหลมาท่วม(หนักๆ)เลยแต่กลับถูกน้ำท่วมเพราะการบริหารจัดการน้ำของชลประทานไม่ดีเองจากแม่น้ำ4สายหลักคือ ปิง วัง ยม น่าน ซึ่งมันก้เป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว ภัยแล้ง ก็ไม่ได้เพราะพื้นที่รับน้ำบนป่าแถบแม่วงก์มีอยู่นิดเดียว ฝนก็ไม่ค่อยได้ตกฝั่งนี้อยู่แล้ว …แต่ป่าไม้ที่เราเหลือความอดมสมบูรณ์อยู่แห่งเดียวนี้จะต้องถูกลดพื้นที่ลง ถึงแม่จะมีการปลูกชดเชยให้แต่ผมว่ามันไม่คุ้มกันหรอก เราเสียป่าไม้ไม่ได้อีกแล้วเพราะมันคือแหล่งต้นน้ำ แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า เพียงเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มที่ไปกว้านซื้อที่ปลูกต้นมะม่วงบ้าง ปลูกสักบ้าง เพื่อหวังเงินชดเชย หรือเพื่อผลประโยชน์อื่นก็ตาม ผมว่าน่าจะมองระยะยาว นึกถึงลูกหลาน ในอนาคต ผมคนหนึ่งละที่ค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์นี้

  • Nida-sk

    เห็นด้วยกับคุณสืบ ” เราไม่เหลือผืนป่า สำหรับจะมาเถียงกันว่าจะใช้อย่างไรแล้ว ” การสร้างโครงการในพื้นที่ อนุรักษ์ เพราะมองว่าป่าเป็นของฟรี การนำมาคำนวนต้นทุนโครงการก็ให้ราคาต่ำมาก แต่มุมมองของเรา กลัับมองว่า ป่ามีคุณอนันต์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ยิ่งในขณะที่ป่าไม้เมืองไทยแทบไม่เหลือแล้ว ถึงจะมีการปลูกชดเชยมากกว่าหลายเท่า ก็เทียบกับป่าสมบูรณ์ที่จะสูญเสียไปไม่ได้
    การนำเสนอ ของ NGO ก็แสดงให้เห็นถึงผลกระทบ และการเสนอทางออกทดแทนที่เป็นไปได้ และประหยัดกว่า ทางภาครัฐควรจะรับฟััง

  • Chon2512

    เขื่อนแม่วงก์ที่จะสร้างนั้นมีทั้งดีและเสียครับข้อดีคือเก็บกักน้ำไว้ในยามฤดูแล้งเพื่อเกษตรกรหน้าน้ำท่วมก็สามารถลดการท่วมของน้ำได้ครับเมื่อปีที่ผ่านมาดีที่น้ำแม่วงก์ไม่ออกมาถ้าออกมารับรองเละเทะแน่คุณที่คัดค้านผมก็กเห็นด้วยที่จะรักษาป่าไว้ผมเดินเที่ยวป่านี้ทุกปีและไปมาแล้วเกือบทั่วป่าครับแต่อีกอย่างคุณก็ต้องเห็นใจคนที่เขาต้องการด้วยครับอย่ามัวเอาแต่หลักการมาคุยกันมากเลยดูความต้องการของประชาชนดีกว่าว่าคนในพื้นที่เขาต้องการหรือเปล่าลองทำประชามติดูและของครั้งเดี่ยวเลิกศึกษาอะไรต่างๆได้แล้วถ้าคนต้องการมากก็สร้างและพวกที่คัดค้านก็ควรเลิกเสียแต่ถ้าคนไม่ต้องการมากกว่าก็ควรยุติแต่ขออย่างเดียวขอให้เป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่และมีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการนี้จริงๆเอาบัตรประชาชนมาดูกันเลยครับ

  • Pingback: เขื่อนแม่วงก์ บทพิสูจน์ขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติเมืองไทย | Flyover()

บทความรับเชิญอื่นๆ

เครือข่ายสังคม