ตัวอย่าง “ฉุกเฉินรักษาฟรี” แค่เริ่มต้น”ไม่มีคำตอบ คุณได้สิทธิ์นั้นทันที”

จากนโยบายรัฐบาล “ฉุกเฉินรักษาฟรี” โดยนำร่อง “เจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต” ไม่ถามสิทธิ์ รักษาทุกที่ ทั่วถึงทุกคน เริ่ม 1 เม.ย. 2555 ที่ผ่านมา โดยเน้นแก้ปัญหาผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉินระดับวิกฤตหรือโคม่า ทางสำนักข่าวไทยพับลิก้า ได้นำเสนอข่าวนี้พร้อมข้อท้วงติงจากแพทย์ว่าต้องให้ข้อมูลและทำความเข้าใจกับประชาชนให้ชัดเจน รวมทั้งหน่วยรับบริการทั้งภาครัฐและเอกชน เพราะเกรงว่าจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ว่า เพราะกรณีฉุกเฉินดังกล่าวต้อง “ฉุกเฉินวิกฤตถึงแก่ชีวิต” เท่านั้น และต้องเข้าข่ายตามนิยามฉุกเฉินวิกฤตถึงแก่ชีวิตว่ามีอาการแบบไหนอย่างไร (อ่าน 1 เมษายน “ฉุกเฉินรักษาฟรี” คุณได้สิทธิ์ทันที แต่ต้องฉุกเฉินถึงแก่ชีวิตเท่านั้น)

ล่าสุดมีกรณีตัวอย่างเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2555 โดยนายวรเศรษฐ์ ชลศิริพงษ์ ตัวแทนบริษัทเอไอเอ ได้เขียนอีเมล์เล่าประสบการณ์ให้เพื่อนร่วมงานทราบโดยเล่าว่า

“ลูกค้าผมทำประกันชีวิตและสุขภาพไว้ เกิดอุบัติเหตุรถขับรถจักรยานยนต์ เสียหลักชนเสาไฟฟ้า กระโหลกยุบ หมดสติ ช่วงเช้าประมาณ 6 นาฬิกา เวลาประมาณ 7 โมง 30 นาที เพื่อนร่วมงานโทรมาหาผมถามเรื่องสิทธิการประกัน ผมจึงสอบถามรายละเอียดและ รพ. ที่เข้ารักษา ซึ่งเขาก็ไม่แน่ใจว่าเป็น รพ. อะไร เนื่องจากเขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์มีคนโทรมาบอกเขาอีกที

ผมใช้เวลาครึ่งชั่วโมงตรวจสอบจนทราบว่าอยู่ รพ. ไหน และก็มีเพื่อนร่วมงานอีกคนไปถึงที่ รพ. แล้ว ผมจึงโทรคุยกับเพื่อนร่วมงานคนนี้ถึงการเกิดอุบัติเหตุ และอาการ คือ กระโหลกยุบ หมดสติ นอนเลือดออกจมูกอยู่บนเตียงของ รพ. เอกชนห่งหนึ่งในกรุงเทพ และบอกกับผมว่า รพ. ไม่ยอมรับเข้ารักษา เนื่องจากรอญาติเซ็นรับรองเรื่องค่าใช้จ่าย และกำลังประสานไปยัง รพ. ประกันสังคมที่ลูกค้าเป็นสมาชิก เพื่อให้มารับไปรักษา เพื่อนร่วมงานไม่รู้จะทำอย่างไร

ผมก็งงอยู่พักหนึ่ง และก็อธิบายให้เพื่อนร่วมงานของลูกค้าว่ากรณีนี้น่าจะเข้าข่ายฉุกเฉิน และไม่ต้องมาตรวจสอบสิทธิ์หรอก(พอดีทราบข่าวว่าเรื่องสิทธิ์การรักษาโดยไม่ต้องถามสิทธิ์จากสื่อทีวี)และด้วยจรรยาบรรณ คนกำลังจะตาย ทำไมไม่มีการดำเนินการอะไร(ผมไม่ทราบถึงกระบวนการว่าเป็นอย่างไร) และรอรถจาก รพ. นั้นมารับ จะทันเหรอ สงสัยตายก่อนแน่ เพื่อร่วมงานคนนี้พยามยามติดต่อญาติซึ่งอยู่ต่างจังหวัด และให้คุยกับเจ้าหน้าที่ของ รพ. ว่า ค่าใช้จ่ายในการรักษานั้นเขามีเงินเขาจะรับผิดชอบเอง จะให้เขาเดินทางมาเซ็นรับรองคงจะไม่ทันเนื่องจากอยู่ต่างจังหวัด แต่ รพ. ก็ยังไม่สามารถดำเนินการรับตัวเข้ารักษาได้

ผมจึงขอคุยกับเจ้าหน้าที่ รพ. คนนั้น แนะนำตัวว่าผมเป็นตัวแทนบริษัทเอไอเอ ผู้บาดเจ็บคนนี้เป็นลูกค้า และแจ้งสิทธิ ประกัน และหมายเลขกรมธรรม์ และขอให้ รพ. รีบรักษาเขาโดยด่วน และหากมีอะไรให้โทรหาผมได้ทุกเวลาและให้เบอร์โทรไป ทันที่ทีพูดจบ ยังไม่ทันวางสาย เขาก็รับนำตัวเขาห้อง ICU ตอนนั้นเวลาประมาณ 8.30 น.

ผมค่อยโล่งใจแต่ก็ยังนึกโมโห รพ. และสงสัยในเรื่องการรักษาฉุกเฉิน ตามที่มีการโฆษณาของรัฐบาล จำได้ว่าหากมีข้อสงสัยอะไรให้โทรไป 1669 ผมเลยโทรไป ถามรายละเอียดเรื่องความหมายของฉุกเฉิน และเคสนี้เข้าข่ายหรือไม่ เขาไม่สามารถตอบได้ เขาบอกว่าเขามีหน้าที่เพียงนำตัวผู้บาดเจ็บส่ง รพ. เท่านั้น นอกนั้นก็เป็นหน้าที่ของ รพ.(ลองโทรไปถามเองก็ได้ครับ)แต่ก็ยังดีที่ว่าเขาบอกให้โทรไปที่ 1330 สปสช. ครับ ผมก็โทรไป เป็นระบบอัตโนมัติ แต่สามารถคุยกับเจ้าหน้าที่ได้

ผมจึงสอบถามว่า เพื่อนผมเกิดอุบัติเหตุ ผมอยากทราบสิทธิ์การรักษาฉุกเฉิน 3 กองทุนมีรายละเอียดเป็นอย่างไร เขาขอชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน เพื่อตรวจสอบสิทธิ์ สักครู่เขาก็ทราบว่า ผู้บาดเจ็บคนนี้มีสิทธิ์ประกันสังคมอยู่ รพ. อะไร และเขาก็ถามว่าผู้บาดเจ็บตอนนี้อยู่ รพ. อะไร ผมก็บอกไป รพ. สองแห่งนี้ถ้าเดินทางแบบรถไม่ติด ใน กทม. จากการประเมินต้องใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เขาตอบว่า รพ. ทั้งสองแห่งเป็น รพ. ในเครือข่ายประกันสังคมอยู่แล้ว ดังนั้นกรณีนี้จึงไม่เข้าข่ายการรับการรักษาแบบฉุกเฉิน

ผมงงและอึ้งไปพักหนึ่งไม่รู้จะถามอะไร ผมบอกว่าทำไม่ รพ. จึงไม่รับเข้ารักษา และกรณีแบบบี้เป็นฉุกเฉินหรือไม่ เขาไม่ตอบว่าฉุกเฉินหรือไม่ แต่บอกว่า กรณีนี้ไม่เข้าข่าย และการประสบภัยจากรถ ก็มี พ.ร.บ. คุ้มครองอยู่แล้ว ผมยิ่งงงเพิ่มขึ้นไปอีก ผมถามย้ำไปอีกว่ากรณีเป็นฉุกเฉินหรือไม่ ยังไม่ต้องดูว่าเข้าข่ายตามหลักการอะไรนั่นหรอก เขาเงียบไม่ตอบ เขาบอกว่ากรณีนี้ต้องโทรไปที่สำนักงานประกันสังคม เขาถามผมว่าผมทราบสิทธิ์ประกันสังคมดีแค่ไหน รู้ลึกแค่ไหน ผมบอกว่า ผู้บาดเจ็บ กระโหลกยุบ หมดสติ เลือดไหลออกจมูก ถึงอย่างไรก็ควรเป็นกรณีฉุกเฉิน และโดยจรรยาบรรณแล้วก็ควรที่จะทำการช่วยชีวิตก่อน

ผมวางสาย รู้สึกงงและผิดหวังอย่างมาก แล้วชีวิตคนจะไปฝากความหวังอะไรกับระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประกันสังคม หรือสิทธิราชการ แม้แต่มีเงินมากก็ยังช่วยไม่ได้ เพราะ รพ. เขาไม่รู้ว่ามีตังค์ ต้องให้ญาติมารับรอง แล้วญาติจะมาทันหรือ วิธีหนึ่งอาจจะช่วยเขาได้คือมีประกัน และก็เป็นเรื่องจริงที่ผมพบเอง เพราะ รพ.เขารู้ว่าหากมีประกันก็เท่ากับว่ามีคนจ่ายค่ารักษานั่นเอง”

อนึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2555 นายแพทย์วินัย สวัสดิวร อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า นโยบายรัฐบาลต้องการสร้างความเสมอภาคให้คนไทยได้รับการบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมกันทั้ง 3 กองทุน คือสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมทั้ง พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถ โดยเริ่มบูรณาการร่วมกันในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 นี้เป็นต้นไป เมื่อประชาชนที่อยู่ภายใต้หลักประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุน เจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถไปรับบริการที่ใดก็ได้ที่อยู่ใกล้ที่สุดภายใต้มาตรฐานเดียวกัน จะได้รับบริการตรวจรักษาทันทีโดยไม่ต้องถูกถามสิทธิ ไม่ต้องสำรองเงินจ่ายล่วงหน้า และต้องได้รับการส่งต่อไปรับบริการที่มีศักยภาพสูงขึ้นหากจำเป็น หรือรักษาจนกว่าอาการจะหายหรือทุเลา เนื่องจากการได้รับอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน เป็นนาทีวิกฤตเร่งด่วนของชีวิต เป็นตายเท่ากัน การรักษาที่รวดเร็วจะช่วยให้รอดชีวิตหรือลดความพิการได้

ในการจ่ายค่าชดเชยบริการผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉินให้แก่โรงพยาบาลเอกชน กรณีเข้ารับบริการในโรงพยาบาลที่เป็นเครือข่ายของทั้ง 3 กองทุน ให้ดำเนินการตามปกติ กรณีเข้ารับบริการนอกเครือข่าย หากเป็นผู้ป่วยนอก ไม่ได้รับไว้ในโรงพยาบาล ให้ใช้อัตราการเบิกจ่ายที่เรียกเก็บของกรมบัญชีกลาง และในกรณีที่รับผู้ป่วยรักษาเป็นผู้ป่วยในจะจ่ายในอัตรา 10,500 บาท ตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมหรือดีอาร์จี

ส่วนโรงพยาบาลเอกชนระดับพรีเมี่ยมหรือเอกชนชั้นหนึ่ง เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลพญาไท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้ยินดีร่วมให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉินเข้าขั้นวิกฤติหรือเร่งด่วนที่ไปใช้บริการ ภายใต้มาตรฐานและรับการชดเชยในอัตรา 10,500 บาทต่อน้ำหนักสัมพัทธ์ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมาก นอกจากนี้จะให้ สปสช. จัดระบบประสานงานการชดเชยกับกองทุนผู้ประสบภัยจากรถ และให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติพัฒนาศักยภาพระบบการแพทย์ฉุกเฉินของโรงพยาบาล และระบบส่งต่อผู้ป่วยให้เข้มแข็งขึ้น

  • หมอไทย

    เรื่องฉุกเฉิน 1 เมษา เราว่ายังมีปัญหาอีกมากแน่ๆเลย
    เราเป็นหมอโรงบาลรัฐนะครับ เรารู้สึกว่า เขารีบดันนโยบายออกมาเร็วเกินไปเพื่อให้ทัน 1 เมษา
    ควรจะมีการทำความเข้าใจคำว่าฉุกเฉินกับหมอและคนไข้ให้ดีกว่านี้เสียก่อนแล้วค่อยนำออกมาใช้นะ
    จนถึงตอนนี้ผ่านมา10 วันแล้ว เราที่เป็นคนปฏิบัติงานจริงยังไม่เห็นแนวทางการปฎิบัติส่งมาที่โรงบาลเราให้เราอ่านเลย
    ต้องมาหาจากในเน็ตอ่านเอาเอง แถมยังงงๆด้วย

    คือ ของเดิม สิทธ์มันก็งงๆอยู่แล้ว สิทธิ์ฉุกเฉินนี้โรงบาลรัฐก็มีกันอยู่หลายปีแล้ว
    แต่ไม่ครอบคลุมเอกชน พอคลอบคลุมเอกชนกลายเป็นว่าต้องนิยามคำว่าฉุกเฉินให้รัดกุมขึ้น
    เพื่อหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บเงินเกินจำเป็นจากโรงบาลเอกชน
    อย่างวันนี้ เราอยู่ห้องฉุกเฉินโรงบาลรัฐนะ มีคนไข้ตกตนไม้สูง2 เมตรมาที่โรงบาลเรา แต่เอาเท้าลง เจ็บเท้าเดินไม่ได้
    คนไข้มีสิทธิ์บัตรทองของโรงบาลรัฐที่อื่น
    โดยปกติ เคสอย่างนี้ เราให้ฉุกเฉินนะ ในความหมายของฉุกเฉินเดิมที่ใช้กันอยู่ในโรงบาลรัฐ ไม่ได้เคร่งกันมาก
    แต่พอนิยามฉุกเฉินใหม่ จะกลายเป็นว่าคนไข้คนนี้ไม่ได้สิทธิ์ฉุกเฉิน เพราะ มันไม่ใช่อันตรายถึงชีวิต
    เราก็เลยงงๆเหมือนกันว่า ตกลงให้หรือไม่ให้ เราก็เลยให้ๆไปก่อนละกัน ถือตามนิยามของฉุกเฉินของเดิมไปก่อน
    ตกลงเราก็ยังงงๆเหมือนกันว่านโยบายนี้ออกมา ทำให้คนไข้ฉุกเฉินมารักษาง่ายขึ้นหรืออยากขึ้นกันแน่

    อยากให้ทางส่วนกลางประชาสัมพันธ์ให้ดีกว่านี้ครับ
    ตอนนี้คนชั้นล่างที่ปฏิบัติงานจริงๆ ปวดหัวกันมากเลย
    จะถามใคร ก็ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่า ใช้ได้หรือไม่ได้ สุดท้ายหมอก็ต้องเดาเอง รับผิดชอบเอง
    แก้ไขเร็วๆหน่อยก็ดีนะ เราว่า

    • Satangdang

      คงต้องแก้ต่างให้โรงพยาบาลเอกชนเล็กน้อยที่ว่า การที่กล่าวว่าต้องนิยามคำว่าฉุกเฉินให้รัดกุม เพื่อหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บเงินเกินจำเป็นจากโรงบาลเอกชน คงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะจริงๆแล้วไม่ใช่เกิดจากประเด็นดังกล่าวแต่เป็นการนิยามให้ชัดเจนต่อความเข้าใจของผู้ปฎิบัติงานต่างๆตัวอย่างเช่นคุณหมอที่ให้ความเห็นที่1 เป็นต้น และเพื่อการสื่อสารแก่ประชาชนให้เข้าใจตรงกันและถูกต้อง. ซึ่งเห็นได้แล้ววันนี้ที่โรงพยาบาลทั่วประเทศไทยของเรากำลังหัวหมุนกับเรื่องนี้ เพราะไม่มีใครทราบชัดเจนว่าเอายังไงกัน. ผมเข้าใจและเห็นใจท่านที่นำเรื่องนี้ขึ้นมาเขียน แต่ท่านโปรดทราบเถอะครับ ว่าโรงพยาบาลต่างๆ โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนลำบากใจกว่าท่านมาก ที่ต้องปฎิบัติแบบงงๆกันอย่างนี้ และเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องเป็นอย่างมาก
      อย่างไรก็ตาม ผมขอชื่นชม สปสช. ท่ี่สามารถสนองตอบนโยบายนี้ของรัฐบาลได้อย่างยอดเยี่ยม โดยใช้เวลาเตรียมการงานระดับชาติแบบนี้เพียง. 17 วัน. ยำ้ว่า แค่ 17 วันตามที่ สปสช แจ้งไว้แก่ที่ประชุมร่วมกับโรงพยาบาลเอกชน เมื่อวันที่28-29 มีนา นี่เอง และสร้างความสับสนได้ทั้งประเทศ สรุป ผมว่างานนี้หวังผลทางการเมืองมากเกินจนอาจเกิดผลเสียตามมามากมายเกินแก้ไขในอนาคต และจะลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเป็นอย่างมาก แถมเสียคะแนนเสียงในส่วนผู้ปฏิบัติงานภาคสาธารณสุขอย่างแน่นอน

  • มันเป็นแค่การโฆษณาหาเสียงของนักการเมือง แต่ปล่อยให้โรงพยาบาลและประชาชนไปทะเลาะกันเอง ประชาชนก็จะด่าโรงพยาบาลเพราะประชาชนคิดว่า “ฉุกเฉิน” แต่โรงพยาบาลบอกว่าไม่ฉุกเฉิน เพราะถ้าไม่เข้าข่าย “คำจำกัดความว่าฉุกเฉินของสพฉ.”แล้วถ้าโรงพยาบาลรักษาไปแล้ว ก็จะไม่สามารถเบิกเงินจาากสปสช.ได้ ในขณะที่รพ.เอกชนเขาก็ต้องมีต้นทุน และรพ.รัฐบาลในกระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ได้รับเงินค่ารักษาผู้ป่วยเต็มจำนวนที่ได้จ่ายไปอยู่แล้ว

  • Chuensuk Re

    เรื่องนี้น่าจะตำหนิรพ.เอกชนแห่งนั้นมากกว่าและมากที่สุดด้วย เพราะเป็นรพ.ในเครือข่ายประกันสังคมอยู่แล้ว แม้จะไม่อยู่ในขอบข่ายกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินตามนโยบายที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่นี้ก็ตาม แต่ผู้ป่วยก็มีสิทธิรับการรักษา ตามระบบปกติของประกันสังคม คือต้องได้รับการรักษา(ตามกฎหมาย รพ.ใดๆก็ปฏิเสธไม่ได้) แล้วแจ้งรพ.ที่ผู้ประกันตนเลือกไว้ให้รับทราบ ภายใน72 ชั่วโมงส่วนค่าใช้จ่ายถ้าจำไม่ผิด ผู้ป่วยอาจต้องสำรองจ่ายเองไปก่อน แล้วเบิกจากประกันสังคมภายหลัง (กรุณาโทร 1506 เพื่อถามรายละเอียด)

  • pim

    เรื่องเล่าจากตัวแทนบริษัทประกัน ทำเป็นย่อหน้าเข้ามาอีกได้มั้ย? ควรทำให้มันแตกต่างจากเนื้อหาข่าว

  • Pingback: กรณีศึกษาแรกๆ จากโครงการ ฉุกเฉินรักษาฟรี | | ข่าวสุขภาพข่าวสุขภาพ()

  • Aum30-k

    ใช่ค่ะ ปัญหาเยอะ มีกรณีตัวอย่างจะเล่าให้ฟัง คนไข้ผู้หญิงอายุ 50กว่าๆ มาด้วยตกบันไดมีข้อมือหักและเคลื่อน เราก็ยังปฏิบัติตามนิยามเดิมคือถือว่าเป็นฉุกเฉินเช็คสิทธิ์แล้วจากหน้าwebของสปสช.เป็นสิทธิ์ครูเอกชนซึ่งตามสิทธิ์ต้องสำรองเงินจ่ายไปก่อนแล้วไปเบิกคืนกับทางโรงเรียนเอง แต่ปัญหาคือคนไข้ลาออกจากครูมา3ปีแล้ว เค้าจะไปเบิกได้ยังงัยล่ะ พอทางรพ.ยืนยันว่า ยังมีสิทธิ์อยู่ สามารถไปดำเนินการได้คนไข้กับญาติก็ยังไม่เข้าใจ อ้างแต่ว่าตนเองเป็นคนไทยมีบัตรประชาชนมีสิทธิ์(คนไทยมีบัตรปชช.แต่ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งก็เยอะแยะไปด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ นี่ก็คล้ายๆกัน)แต่ไม่เคยรู้หน้าที่หรือสิทธิ์ของตัวเองเลยน่ะสิ ถ้ารู้ว่าตนเอง ออกจากงานแล้วต้องไปดำเนินการเรื่องอะไรบ้างเผื่อให้ตนเองยังมีสิทธิ์ในการรักษาหรือหลักประกันสุขภาพตัวเองอยู่ เออ ที่นี้คนปฏิบัติต้องทำไงรู้ไหม ก็ต้องโทรไปเช็คกับทางสปสช.น่ะซิ เล่าให้ฟังแล้วก็ถามไปว่า แล้วจะให้รพ.ดำเนินการยังไง(ขณะนั้นก็ให้ญาติรับทราบปัญหาและคำแนะนำในการดำเนินการปลดสิทธิ์จากส่วนกลางอย่างไร คุยไปพร้อมๆกันนี่แหละ บอกทางรพ.ให้ใช้สิทธิ์วางขอจองสิทธิ์ จะบ้าตายก็คนไข้ไม่ใช่ไม่มีสิทธิ์ เค้ามีสิทธิ์ครูเอกชนนะจะใช้สิทธิ์ว่างยังัย

  • Aum30-k

    ญาติมีพูดแบบว่า เงินน่ะมีจ่ายแต่ไม่อยากจ่ายด้วยนะ เฮ้อ แล้วเอางัยล่ะค่ะก็โทรแจ้งน้องของรพ.ที่ดูแลเรื่องนี้อยู่เค้าก็ได้คุยกันคนไข้และลูก ซึ่งสุดท้ายก็เข้าใจ และทราบว่าต้องไปดำเนิรการอะไรบ้างแต่ญาติอีกคนก็เหลือเกินจริงๆ เหมือนคนไข้ประกันสังคมน่ะแหละที่พอออกจากงานแต่ไม่ได้ลาออกจากประกันสังคมก็ยังติดสิทธิ์ประกันสังคมอยู่ ต้องไปดำเนินการแจ้งออกให้เรียบร้อยก่อนถึงจะสามารถขึ้นทะเบียนบัตรทองได้ พูดเป็นเล่นไป ตัวเลข 13 หลัก นี่ละที่แต่ละกองทุน. ต้องเอามาไว้ที่ตัวเผื่อดึงเม็ดเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง…เฮ้อ.เมืองไทย. นักการเมืองไทยข้าราชการไทยและสุดท้ายก็คนไทยนี่ล่ะ ต้องบอกว่าไทยแลนด์onlyจริงๆ

    • นิรนาม

      ขอบคุณที่แชร์ข้อมูลค่ะ

      2012/4/13 Disqus