นักอนุรักษ์ไม่ใช่ศัตรู

สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

ระยะนี้มีข่าวเร่งเครื่องโครงการพัฒนาแบบทำลายธรรมชาติขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ยักษ์แทบทุกอาทิตย์

ไม่ว่าจะกระเช้าภูกระดึง เขื่อนแม่วงก์ เขื่อนแก่งเสือเต้น ท่าเรือปากบารา ถมทะเลสร้างเมืองใหม่ปากน้ำเจ้าพระยา ฯลฯ เป็นต้น

โครงการทั้งหมดอ้างการพัฒนาเพื่อช่วยเหลือประชาชน ให้ลืมตาอ้าปากบ้าง สร้างเศรษฐกิจแบบอเมริกันดรีมบ้าง ป้องกันภัยพิบัติน้ำท่วมบ้าง ทั้งๆ ที่โครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการปลุกผีดิบโบราณผิดยุคผิดสมัย ไม่ได้มาจากการไตร่ตรองแก้ปัญหาจัดการน้ำภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน และโครงการที่เหลือเป็นเมกะโปรเจ็คชิ้นจิ๊กซอว์ที่น่าสงสัยว่า ผู้มีอิทธิพลในประเทศไทยจะต้องการสร้างขึ้นมาเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายเส้นทางขนส่ง เพื่อให้ตัวเองได้เป็นเจ้าพ่อควบคุมการขนส่งในระดับภูมิภาค

จังหวะการปล่อยข่าวไฟเขียวโครงการต่างๆ ก็เหมือนจะคำนวณให้เป็นชุดระเบิด เพื่อกระจายกำลังนักอนุรักษ์ที่เขารู้อยู่แล้วว่าต้องค้านแน่ๆ ให้มันหมดแรงต่อต้าน ให้มันทำงานไม่ไหว เป็นกลยุทธเก่าแก่ ถ่อยๆ เชยๆ แต่มีประสิทธิภาพ

โปรดสังเกตว่าหลายโครงการมีความสามารถแปรพันธุ์บิดเบือนเหตุผลของตนเองไปได้เรื่อยๆ และทุกครั้งที่ถูกทักท้วงด้วยเหตุผลที่แน่นกว่า ก็จะสามารถแถเหตุผลใหม่ขึ้นมาได้

ยกตัวอย่างเขื่อนแม่วงก์ ครม. ที่ไม่เคารพกฎหมายของเรา พากันอนุมัติโครงการทั้งๆ ที่อีไอเอหรือการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมยังไม่ผ่าน โดยอ้างเหตุผลยอดฮิตว่าแก้ปัญหาน้ำท่วม เสมือนเป็นคาถาสามัญแสนศักดิ์สิทธิ์ประจำชาติ การประชาสัมพันธ์โครงการก็มั่วนิ่มเอาแพะมาชนแกะ ผสมภาพและตัวเลขลุ่มน้ำแม่วงก์ซึ่งเป็นน้ำสายย่อยกับลุ่มน้ำสะแกกรังทั้งระบบให้มันงงสับสนเล่น งุงิ งุงิ

หรือแสดงข้อมูลน้ำท่าท้ายน้ำบริเวณที่น้ำสบกันให้ดูเผินๆ เหมือนเป็นข้อมูลต้นน้ำบริเวณหัวเขื่อน นักอนุรักษ์ก็ต้องมานั่งแยกแยะข้อมูลที่ปนเปเหล่านี้ เหมือนแกะขดเส้นด้ายไหมพรมที่พันกันรุงรัง จนเคาะออกมาได้ว่า แม้เขื่อนแม่วงก์จะมีศักยภาพกันน้ำท่วมอำเภอลาดยาวที่ตั้งห่างจากเขื่อนไป 50 กิโลเมตร ได้ราว 30 เปอร์เซ็นต์ แต่แทบไม่มีผลต่อการป้องกันน้ำท่วมในลุ่มน้ำสะแกกรังและลุ่มน้ำเจ้าพระยาดังที่อ้างเลย

ฝ่ายอยากได้เขื่อนก็เลยแถต่อว่าไม่ได้จะสร้างมาป้องกันน้ำท่วม จะสร้างเพื่อการชลประทานพื้นที่เกษตรกรรมต่างหาก เป็นเรื่องแลกป่า 2 เปอร์เซ็นต์ของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์กับเศรษฐกิจชุมชน 3 อำเภอ เสียป่านิดหน่อยเท่านั้นเอง บิดให้นักอนุรักษ์เป็นปฎิปักษ์กับเกษตรกรท้องถิ่น นัยว่าไอ้พวกนี้มันคิดถึงแต่สัตว์ป่า มันไม่แคร์ชาวบ้านเหมือนพวกเราข้าราชการและนักการเมือง กลยุทธจับคู่ศัตรูแบบนี้ก็เป็นเทคนิคเก่าๆ เดิมๆ ที่น่าเบื่อมาก

ความพยายามติดป้ายให้นักอนุรักษ์นั่งอยู่คนละขั้วกับการพัฒนาและการช่วยเหลือปากท้องของชาวบ้าน เป็นการกระทำที่ไม่น่ารักและไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

พื้นที่ป่าริมน้ำที่จะถูกเขื่อนท่วมเป็นลักษณะระบบนิเวศที่มีเหลืออยู่น้อยมากในประเทศไทย และมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการดำรงชีวิตของสัตว์ป่า ซึ่งการปลูกป่าชดใช้จะไม่สามารถทดแทนได้เลย เพราะป่าไม่ได้ประกอบขึ้นด้วยต้นไม้จิ้มๆ ลงดินเท่านั้น ขออนุญาตยกข้อเขียนของ นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ ที่อธิบายถึงป่าแห่งนี้ในเฟซบุ๊กมาขยายความ

“การสูญเสียพื้นที่ป่า 18 ตร.กม. หรือ “เพียง” 2% ของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ อาจดูไม่ใหญ่โต แต่หากเปรียบกับการสูญเสียอวัยวะ 2% ที่ว่านี้เป็นส่วนของหัวใจเลยทีเดียว ไม่ใช่นิ้วก้อยหรือไส้ติ่ง ที่จะตัดทิ้งไปได้

ป่าแต่ละส่วนมีระบบนิเวศที่แตกต่างกัน มีความสำคํญต่อการดำรงอยู่ของป่าทั้งระบบแตกต่างกัน หากสร้างเขื่อนแม่วงก์ ป่าริมน้ำและป่าที่ราบต่ำกว่า 200 เมตรจากระดับน้ำทะเลจะจมอยู่ใต้น้ำ ป่าที่ราบต่ำริมน้ำนี้เป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญที่สุดของสัตว์ป่าขนาดใหญ่หลายชนิด เช่น ช้าง เสือ มันไม่ได้กระจายตัวด้วยความหนาแน่นอย่างเท่าๆ กันไปหมดทั้งผืนป่าเหมือนที่นักการเมืองหลายคนเข้าใจไล่นกยูงไปอยู่บนภูเขา
….สัตว์ป่าเป็นลมหายใจและชีพจรของป่า ไม่มีพวกมัน กลไกการดำเนินระบบนิเวศป่าทั้งหมดก็พังครืน”

ผืนป่าตะวันตกในบริเวณนี้ เป็นพื้นที่แห่งสุดท้ายที่ยังคงเหลือในประเทศไทย ที่สัตว์ป่าขนาดใหญ่จะสามารถฟื้นฟูประชากรใช้เป็นบ้านอาศัยอยู่ได้ เราได้อะไรกับการไปหั่นมันออกมา

การจัดการน้ำท่วมและพัฒนาการเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ ยังมีทางเลือกมากมายหลายทางที่เราสามารถเลือกได้ ทำไมต้องเจาะจงจะสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ทำไมเราไม่เลือกแนวทางพัฒนาที่ไม่ต้องมีผู้แพ้ ผู้เสียสละ ผู้เสียชีวิต มันไม่ใช่สิ่งสุดวิสัยถ้าเราตั้งใจกันจริงๆ

ที่สำคัญ การแก้ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาน้ำแล้งผิดปกติ ปัญหาดินพัง ต่างๆ นานาเหล่านี้ จะต้องมีมาตรการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าธรรมชาติทั้งในพื้นที่ต้นน้ำและริมทางน้ำเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ขาดไม่ได้เลย เพราะความสมดุลของระบบนิเวศเป็นฐานรากของความมั่นคงของเกษตรกรรมตลอดจนชีวิตในเมือง

คุณสืบ นาคะเสถียร พูดไว้ก่อนตายว่า

“ในความรู้สึกของผม เราไม่ต้องเสียเวลามานั่งเถียงกันหรอกว่าเราจะใช้ป่าอย่างไร เพราะมันเหลือน้อยมากจนไม่ควรใช้ จึงควรจะรักษาส่วนนี้เอาไว้ เพื่อให้เราได้ประโยชน์ที่เป็นประโยชน์ทางอ้อม”

ด้วยความเคารพ ขอเถียงคุณสืบว่าเราไม่น่าเรียกมันว่าประโยชน์ทางอ้อม เพราะการดูแลวงจรธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพนั้นเป็นประโยชน์แก่ชีวิตมนุษย์ที่ตรงที่สุดแล้ว จะมีประโยชน์อะไรที่จะตรงไปกว่าอากาศหายใจ น้ำดื่มน้ำใช้ หรือดินดีที่ผลิตอาหารให้เรากินล่ะ

สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีชีวิตป่านับล้านๆ ชนิดเป็นผู้ดูแลรักษาทั้งนั้น หรือต้องระลึกกันได้เมื่อนอนในห้องไอซียูต่อท่อออกซิเจน

ทุกครั้งที่มีโครงการ “พัฒนา” เราอ้างเสมอว่าเสียป่าแค่ 1 เปอร์เซ็นต์บ้าง 10 เปอร์เซ็นต์บ้าง ก็กัดป่ากันเข้าไปทีละคำสองคำ เผลอแผล็บเดียวเราแทบไม่มีป่าเหลือ เพราะฉะนั้น เราต้องเลิกคิดกัดป่ากินด้วยตัวเลขบ้าๆ แบบนี้แล้ว และหวนมาคิดพัฒนาในลักษณะที่คำนึงถึงธรรมชาติ ดึงเอาความรู้ของทุกวิชาชีพมาหลอมรวมกันเพื่อหาทางออก

โปรดเลิกมองนักอนุรักษ์เป็นอุปสรรคขัดขวางความเจริญ นั่นมันนิยายน้ำเน่าที่ควรเลิกเล่นได้แล้ว

อยากตัดกำลัง อยากรังแก แกล้งนักอนุรักษ์ให้หมดแรงมันไม่ยากหรอก ง่ายนิดเดียว แค่เล่นกลยุทธ์บั่นทอนที่เล่นกันอยู่เป็นประจำนั่นแหละ สำเร็จแน่นอน สารภาพเลยว่า วันก่อนผู้เขียนเกิดอาการหมดแรง สิ้นหวังชั่วขณะ นั่งเฉยๆ ก็น้ำตาไหลริน

พวกคุณอยากชนะก็คงได้ชนะแน่ๆ แต่อยากบอกว่า อันที่จริงความรู้ของนักอนุรักษ์ก็มีประโยชน์แก่การพัฒนาสังคม และต่อการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังมาแรงในเวทีโลก จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เหล่าช่างวิศวกรและรัฐบาลไม่พยายามดึงความรู้และศักยภาพของนักอนุรักษ์ธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์กว่านี้ หันมาช่วยกันแก้โจทย์ด้วยทางออกใหม่ๆ เพราะเราเองก็เบื่อกับการทุ่มพลังคัดค้านการทำลายป่าจำเจอยู่เช่นนี้นับสิบๆ ปี อยากเดินไปข้างหน้าสู่การพัฒนายั่งยืน อยากคิดอะไรใหม่ๆ ทำอะไรใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์กันมากกว่านี้ใจจะขาดอยู่แล้ว

แต่เราเดินไปข้างหน้าไม่ได้จนกว่าประเทศไทยจะเข้าใจว่าการรักษาธรรมชาติและป่าต่างๆ เป็นเรื่องสำคัญ

  • Pdtcharee

    ก็ลองเข้ามานั่งคุยกันใหห้องแอร์ เย็นๆกันซิ อย่าไปตะโกนคุยกันกลางถนน มันร้อน เราก็เลยคุยกันแรง แทนที่จะเข้าใจกันถ้อยทีถ้อยอาศัย ชี้แจงเหตุผลซึ่งกันและกัน

  • Thaina Yu

    ในขณะที่ชาวบ้านเลือกนักการเมืองเข้าไปเป็นปากเป็นเสียงของตัวเอง แก้ปัญหาให้ตัวเอง
    นักการเมืองต้องทุ่มทั้งกำลังเงิน ต้องเสี่ยงตายจากอิทธิพลเถื่อน ต้องใช้เส้นสาย ก้มหัว กลืนเลือด มือสกปรก อดทนต่อการโดนขุดโคตรเหง้ามาด่าทอ

    นักอนุรักษ์ที่วันๆนั่งกระดิกเท้าเพ้อฝันถึงโครงการธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ก็มาเขียนคอลัมน์ร้องไห้ด่านักการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชน แปะป้ายให้นักการเมืองว่าเป็นคนเลว เห็นแก่ผลประโยชน์ (ก็นะ สุดท้ายมันต่างอะไรกับที่ตัวเองด่านักการเมืองว่าแปะป้ายให้ตัวเองเป็นศัตรูของการพัฒนา ก็สาดโคลนใส่กันและกัน)

    ทั้งที่ประชาชนที่นักอนุรักษ์ชอบอ้างหนักหนา เป็นคนเลือกนักการเมืองเหล่านั้นขึ้นมา
    ส่วนพวกนักอนุรักษ์ไม่ยอมจะเสนอตัวให้ประชาชนเลือกตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย

    ถ้านักอนุรักษ์ยังคงเล่นบทปราชญ์ผู้หวังดีที่น่าสงสาร โดนกลั่นแกล้ง ถึงแม้ประชาชนชาวไทยจะชอบถือหางฝ่ายที่โดนรังแก แต่ก็จะได้แค่นั้นแหละครับ

    การที่คุณบอกว่าคุณทำมาเป็นสิบๆปี น่าจะทำให้สำนึกสำเหนียกบ้างว่าวิธีการมันไม่ได้ผล แต่ก็…มิได้นำพา
    บอกตรงๆว่าเห็นคุณเขียนคำว่าน้ำตาไหล ผมสมเพชมากกว่าที่จะรู้สึกอิน

    นักอนุรักษ์ถ่วงความเจริญในประเทศไทยมากเกินไปแล้ว
    ประเทศนี้ปกครองด้วระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบอบ NGO

    • Thaina Yu

      ผมพูดบ้างได้มั้ยว่าพวกอนุรักษ์เลิกเล่นละครน้ำเน่าได้แล้ว ประเทศพัฒนาแล้วทุกประเทศก็เจริญได้เพราะการรุกล้ำธรรมชาติ การมีตัวตนของมนุษย์มันรุกล้ำธรรมชาติอยู่แล้ว ตราบใดที่ประเทศยังไม่เจริญ ยังมีคนเดือดร้อน ก็ยังต้องพัฒนา

      แต่ละคนก็มีเหตุผลของตัวเอง และทุกคนก็มีเหตุผลที่จะบอกว่าตัวเองดี
      แต่พอเหตุผลของคนอื่นมันขัดใจตัวเอง ก็หาว่าเป็นละครน้ำเน่า
      คอลัมน์นี้ผมเห็นแค่ NGO คนนึง ปกป้องตัวเอง เขียนให้ตัวเองดี คนอื่นเลว
      ก็แค่นั้น

      ผมเห็น NGO ถ่วงความเจริญ เลิกเล่นละครน้ำเน่าซักที ทำสิ่งที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่ด่านักการเมืองไปวันๆ

      • Tom

        ประเทศที่เจริญก็ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่าจะใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไรให้เจริญ ซึ่งวิธีดังกล่าวคือการใช้ให้สอดคล้องกับระบบนิเวศ อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

  • Tos

    Thaina Yu น่าจะแสดงความคิดเห็นต่างในประเด็นว่า จะพัฒนาประเทศให้เจริญและดูแลผู้คนให้มีโอกาสที่ไม่เหลื่อมล้ำกันเวอร์ไป ในขอบข่ายของวิธีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ(ที่ต้องกิน ดื่ม ใช้อยู่แล้ว)อย่างไร? และการความสำคัญของศักยภาพสมองที่จะคิดหนทางใหม่(ซึ่งมันต้องพัฒนาจากสิ่งที่ยังบกพร่อง หรือความรู้เก่า) ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม ของการอยู่ ใช้ ดูแล สมดุล ได้อย่างไร …จะเจริญสมองและตามากกว่า

    • Thaina Yu

      เพราะผมเห็นว่าการที่ประเทศจะพัฒนา ไม่ใช่การคอยดิสเครดิตนักการเมืองที่ลงสนามเลือกตั้ง และให้ประชาชนเลือกไปเป็นผู้แทน

      กลับกัน เราต้องให้อำนาจนักการเมืองในการตัดสินใจแก้ปัญหา เพราะนักการเมืองเป็นตัวแทนประชาชน
      ถ้านักการเมืองมีอำนาจ ทำงานได้จริง ประชาชนก็จะตั้งใจเลือกคนที่ตัวเองเชื่อมั่น ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจหรือเรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติ

      แต่ถ้าวันๆคอยแต่จะดิสเครดิตนักการเมือง ตัว NGO ก็ไม่ได้มีอำนาจอะไรนอกจากคอยคิดแผนการมาปลุกระดมชาวบ้าน ทุกอย่างในประเทศก็จะโดนถ่วงกันไปมา หยุดนิ่ง เสื่อมโทรมไปวันๆ ไม่มีทั้งการอนุรักษ์หรือพัฒนาใดๆขึ้นมาทั้งสิ้น

      นี่คือความเห็นต่างว่าคุณต้องใช้การเมืองแก้ปัญหา เพราะมันคือเรื่องของบ้านเมือง
      ไม่ใช่สักแต่จะดูถูกการเมือง ดิสเครดิตการเมือง กล่อมให้คนดูถูกระบอบเลือกตั้ง
      มันก็เป็นได้แค่อันธพาลข้างถนนถ่วงความเจริญเท่านั้น

      มีคำถามจากทวิตเตอร์ที่น่าสนใจคือ เรามักไม่ค่อยได้ยินนักอนุรักษ์พูดถึงเขื่อนป่าสัก เพราะอะไร?

      • ตะวัน

        เรื่องเหลือเชื่ออย่างหนึ่งของการสร้างเขื่อนคือมีคนไม่รู้ว่าใต้เขื่อนคืออะไร
        เมื่อเรายืนอยู่บนสันเขื่อนมองออกไป ไม่ว่าเขื่อนป่าสัก ภูมิพล แก่งกระจาน เราอาจมองข้ามว่าใต้ผืนน้ำสุดสายตานั้นคือผืนป่าอันมหาศาล ต้นไม้นับล้านๆ ต้นจมอยู่ในนั้น และคงมีสัตว์ป่าอีกนับไม่ถ้วนเช่นกันที่ต้องล้มตายหรือสูญสิ้นที่อยู่
        ใครจะรู้ว่าใต้พื้นที่มรณะนั้นคือหัวใจ คือไข่แดง-แหล่งอารยธรรมสัตว์ป่า แมลง นก ปลา ต้นไม้ ฯลฯ
        สังคมที่มนุษย์มองว่าไร้อารยธรรม แต่ฆ่ามันอย่างเลือดเย็นที่สุด

      • Heng Tangvinit

        ผมไม่เห็นด้วยกับคุณ Thaina Yu ในประเด็นที่ว่า เราต้องให้อำนาจนักการเมืองในการตัดสินใจแก่ปัญหา
        และในท้ายที่สุดประชาชนจะได้ไปลงคะแนนเลือกฅนที่ตนเองเชื่อมั่นเข้าไปทำหน้าที่
        ผมมีเหตูผลของผมดังนี้ครับ

        ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเมืองว่าด้วยเรื่องการเลือกตั้ง
        ฅนในประเทศนี้ถูกสอนและทำให้เชื่อมาโดยตลอดว่า “ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง”
        โดยไม่สนใจต่อเนื้อแท้หรือปรัชญาที่อยู่ภายใต้แนวคิดของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

        ผมมีความเข้าใจโดยส่วนตัวว่าการเลือกตั้งเป็นวิธีการที่ชาวกรีกคิดค้นมา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแก่ปัญหา
        การแสดงความคิดเห็นต่อการตัดสินใจของตนเองในเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม โดยการเลือกตัวแทนขึ้นมาทำหน้าที่ประหนึ่งบุรุษไปรษณีย์ที่คอยมีหน้าที่นำความคิดเห็นที่…ผ่านการตัดสินใจแล้วด้วยตนเอง…ว่ามีความประสงค์ต่อเรื่องนั้น ๆ อย่างไรไปบอกกล่าวต่อประชาสังคมที่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องสัมพันกัน โดยต้องเป็นบุคคลที่เราพอจะเชื่อได้ว่าจะ…ไม่ไปบิดเบือนการตัดสินใจของเรา…ขอย้ำว่าเป็นการตัดสินใจของเราไม่ใช่การตัดสินใจของผู้นำสาร ฉะนั้นแล้วผมจึงเห็นว่าเรากำลังถูกทำให้เชื่ออย่างผิด ๆ มาตลอดว่า เราเลือกตัวแทนของเราเพื่อให้ไปตัดสินใจแทน ซึ่งมันไม่ใช่นะครับ เพราะประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการเรียกร้องและปกป้องสิทธิของเราด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่เรื่องที่เราจะรอคอยให้ใครมาทำแทนให้

        ผมไม่เห็นด้วยกับคุณ Thaina Yu ในประเด็นนี้ตามเหตุผลของผม ส่วนที่ว่ามันจะถูกหรือผิดอย่างไรผมคงไม่ขอตัดสิน อันที่จริงผมยังมีประเด็นเรื่อง มุมมองว่าด้วยเรื่องนักอนุรักษ์ถ่วงการพัฒนา แต่เอาไว้เราค่อยมาแลกเปลี่ยนกันในคราวต่อ ๆ ไปดีกว่า

        ขอแสดงความนับถือมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

      • Tom

        อ่านฟังดูแล้วลากเข้าไปสองเรื่องที่ได้ยินบ่อยๆ คำว่า “ประชาธิปไตยและนักการเมือง” กับคำว่า “NGO”

        ลองอธิบายในแง่มุมนึงดูนะครับ
        นโยบายต่างๆของนักการเมืองที่มาเป็นผู้แทนในสมัยนั้นๆ ไม่ว่าการศึกษา เศรษฐกิจ สาธารณะสุข ฯ มีหลายด้าน บางอย่างเกี่ยวพันกับทรัพยากรธรรมชาติโดยตรงใช้ทรัพยากรมาก บางอย่างก็เกี่ยวน้อยคือใช้ทรัพยากรธรรมชาติทางตรงน้อย ซึ่งส่วนที่เกี่ยวพันกับธรรมชาติโดยตรงมากๆ มันก็จะอิงอยู่กับความรู้เรื่องระบบนิเวศ ซึ่งมันเป็น fact ที่ชัดเจน ถ้านโยบายออกแบบวิธีการมาไม่สอดคล้องกับระบบนิเวศ หรือออกแบบมาใช้ไม่มีประสิทธิภาพ ก็รู้ได้ชัด ไม่ได้เป็นเรื่องขัดขาดิสเครดิตขัดขากันเล่นแต่ประการใด

        ซึ่งจะต่างจากบางเรื่องเช่น เรื่องการศึกษา จะให้แท็บเล็ตก่อนหรือจะต้องเพิ่มครู ซึ่งเป็นเรื่องที่ถกเถียงได้ ยังไม่มีรูปแบบตายตัว และไม่ได้เป็น fact

        ถ้าเปรียบกับเรื่องในครัวก็คล้ายๆกับ เหมือนกับการที่จะเลือกมีดเล็กหรือมีดใหญ่เพื่อหั่นอะไรบางอย่างที่ไม่เคยหั่น หั่นครั้งแรกไม่พอดีคำนักแต่ก็กินได้ กับการที่ถ้าวางกะทิไว้ข้ามวันจะเสีย อันหลังนี้ประนีประนอมไม่ได้

        ส่วนเรื่องการแสดงความเห็นหรือการท้วงติงอย่างมีข้อเท็จจริงของประชาชนก็เป็นส่วนหนึ่งของระบอบการเมืองการปกครองนี่ครับ

    • Thaina Yu

      และวิธีที่เป็นรูปธรรมที่สุด ผมบอกไปแล้วในเรื่องเขื่อนแม่วงศ์

      ถ้า NGO มั่นใจนักหนาว่าตัวเองมีฉันทามติล้นเหลือ
      ก็ลงสมัคร ส.ส. อบจ. ผันงบไปทำฝายกันเองเลย ก็ฉันทามติล้นเหลือคนต้องเลือกอยู่แล้วนี้

  • สหายขอน

    คุณThaina Yu ผมอาจไม่รู้จักเป็นส่วนตัว เช่นเดียวกับ ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ผมก็ไม่ได้รู้จักเป็นส่วนตัว ด้วยความเคารพในสิทธิมนุษยชน สิทธิการรับรู้ข่าวสารในประเทศเสรีแห่งนี้ การนำเสนอแนวคิดของ ดร.สรณรัชฎ์ เป็นแนวทางที่ติติงตามเงื่อนไขที่ประเทศเสรีประเทศหนึ่งพึงให้สิทธิการนำเสนอได้ แต่การพยายามโยงใยของคุณ Thaina Yu ว่าเป็นการกล่าวหาว่าเป้นการตำหนินักการเมือง ผมว่าเป็นการแสดงทัศนคติที่รุนแรงเกินไป นักการเมืองก็ล้วนแต่เป็นปุถุชนไม่ได้สูงส่งสุดยอด มีดี มีเลว มีชั่วได้ ไม่ได้หมายความว่านักการเมืองทุกคนเลว หรือ NGO ทุกคนเลวที่ไปรับเงินจากใครมาเคลื่อนไหว แต่ด้วยสติ สัมปชัญญะของประชาชนที่พึงจะรับรู้ข้อมูลจากหลายๆด้าน..ย่อมต้องแยกแยะ..ผมมองทัศนะที่ ดร.สรณรัชฎ์ แสดงเป็นสาธารณะ เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ขณะที่คุณ Thaina YU อาจจะยังไม่แสดงหน้าตาที่รู้จักได้ แต่อคติต่อการแสดงความเห็นของ NGO ผมว่าเรารับรู้ด้วยสติ หาแนวทางสู่วิถีการอยู่ร่วมดีกว่า ดีกว่ามาท้าทายการลงเลือกตั้ง เพราะไม่อย่างนั้น หากใครสักคนแสดงความคิดเห็นแล้วต้องไปลงเลือกตั้ง คงต้องลงเลือกตั้งทั้งประเทศ ยุ่งตายห่ะ..(ยืมวลีท่านอดีตประธานสภา ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ มาใช้หน่อยนะครับ)