คิดถึง “วินัย”

14 มีนาคม 2012

ดร.วิรไท สันติประภพ
Veerathai@post.harvard.edu

ผมจำได้ว่าสมัยเด็กๆ ค่อนข้างคุ้นหูกับ คำว่า “วินัย” ชายไทยหลายคนมีชื่อว่า “วินัย” เวลาเรียนวิชาศีลธรรมหรือหน้าที่พลเมืองจะถูกปลูกฝังว่าต้องมีวินัย เด็กจะพัฒนาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีไม่ได้ถ้าขาดวินัย และสังคมจะมีแต่ปัญหาถ้าคนในสังคมขาดวินัย

เมื่อเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ ก็จะถูกปลูกฝังเรื่องวินัยการเงินการคลังมากเป็นพิเศษ เพราะถ้าประเทศใดดำเนินนโยบายเศรษฐกิจโดยไม่รักษาวินัยการเงินการคลังแล้ว หนีไม่พ้นที่จะสะดุดขาตัวเอง เกิดปัญหาเงินเฟ้อ เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ และไม่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

สมัยนี้ใครตั้งชื่อลูกว่า “วินัย” คงดูแปลกและเชย วิชาศีลธรรมและหน้าที่พลเมืองได้ถูกลดความสำคัญลง และนำไปรวมกับวิชาอื่น ปัญหาวินัยหย่อนยานเริ่มเห็นได้ทุกระดับในสังคมไทย ตั้งแต่นักศึกษาที่ดัดแปลงเครื่องแบบจนไม่ถูกระเบียบวินัย พระที่ไม่ปฏิบัติตามพระวินัย ไปจนถึงนักการเมืองระดับประเทศที่เมาเหล้าเข้าสภา โดยไม่รู้สึกผิดและขาดสำนึกในวินัย

ปัญหาการขาดวินัยมักเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ค่อยๆ สะสม ก่อนที่จะบานปลายแล้วเสื่อมลงในที่สุด คนมักจะมองเรื่องวินัยว่า ถ้าคนอื่นหย่อนยานได้ฉันก็หย่อนยานได้ จนนำไปสู่ความเคยชิน และยอมรับความหย่อนยานไปโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมากแล้ว คนในสังคมจึงคิดแก้ไข ซึ่งมักจะทำได้ยาก เพราะคนส่วนใหญ่ได้ติดวินัยหย่อนยานจนเป็นนิสัยไปเสียแล้ว

ปัญหาที่เกิดจากการขาดวินัยจึงเป็นเรื่องที่ต้องกันไว้ก่อน ดีกว่ามาตามแก้ภายหลัง แม้ว่าเศรษฐกิจไทยวันนี้ยังห่างไกลจากวิกฤติเศรษฐกิจเหมือนกับหลายประเทศในยุโรป หรือเหมือนกับเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจไทยปี 2540 แต่เราชะล่าใจไม่ได้กับการหย่อนยานวินัยการเงินการคลังที่เพิ่มขึ้นในช่วงก่อนปี 2540 รัฐบาลไทยและคนไทยส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมาได้ แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกหลายคนได้เตือนว่า เศรษฐกิจไทยจะเกิดวิกฤติต่อจากเม็กซิโกในปี 2537

วิกฤติหนี้สาธารณะในกรีซขณะนี้ ก็เกิดขึ้นจากการการขาดวินัยการเงินการคลังที่สะสมมาหลายปี และแสดงให้เห็นว่า ถ้าปัญหาการขาดวินัยการเงินการคลังสะสมถึงจุดหนึ่งแล้ว จะปะทุรวดเร็วแบบไฟลามทุ่ง เพราะกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดเงินตลาดทุน เป็นวงจรที่ฉุดเศรษฐกิจลงเหวไปเรื่อยๆ รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นมาก ซึ่ง นำไปสู่ฐานะการคลังที่เสื่อมลงเร็วขึ้นไปอีก รัฐบาลกรีซต้องรัดเข็มขัดอย่างรุนแรง คนตกงานจำนวนมาก รัฐบาลต้องหยุดให้บริการสาธารณะในหลายๆ ด้าน ส่งผลให้สวัสดิการและคุณภาพชีวิตของคนกรีซถอยหลังไปนับสิบปี

ด้วยความที่ผลเสียจากการขาดวินัยการเงินการคลังจะค่อยๆ สะสม ใช้เวลานานก่อนที่จะปะทุขึ้น นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่สนใจแค่ผลการเลือกตั้งครั้งต่อไป จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อวินัยการเงินการคลัง ในระบอบประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้วจึงต้องคานอำนาจนักการเมืองในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการมีกฏหมายงบประมาณและกฏหมายหนี้สาธารณะ ที่ตีกรอบไม่ให้รัฐบาลบริหารงบประมาณตามอำเภอใจ ระบบการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับฐานะการคลังและภาระผูกพันล่วงหน้าของรัฐบาลอย่างโปร่งใส ให้ประชาชนติดตามได้ การมีธนาคารกลางที่เป็นอิสระจากรัฐบาล การมีระบบข้าราชการที่นักการเมืองไม่สามารถกลั่นแกล้ง หรือสั่งให้ทำในเรื่องไม่สมควรได้โดยง่าย ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศมีกลไกที่จะมองกว้างและมองไกล มากกว่าที่จะคำนึงถึงเพียงผลการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ในกรณีของประเทศไทยนั้น แม้ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะเมื่อเทียบกับรายได้ประชาชาติของเราในขณะนี้ ยังค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ และธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินในระดับหนึ่ง แต่เราคงต้องเรียกร้องเรื่องวินัยการเงินการคลังกันมากขึ้นด้วยเหตุผลอย่างน้อยสามประการ

ประการแรก ภาระผูกพันในภายหน้าของรัฐบาลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาก ในขณะที่ฐานรายได้ของรัฐบาลโตตามไม่ทัน เพราะรัฐบาลมีแนวโน้มลดอัตราภาษีลงเรื่อยๆ รายงานการศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า กองทุนประกันสังคมจะมีเงินทุนไม่เพียงพอกับรายจ่ายในอนาคต ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักการเมืองชอบเพิ่มผลประโยชน์เพื่อเอาใจประชาชน ภาระรายจ่ายด้านสุขภาพของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นสูงมาก จากสัดส่วนของคนชราที่เพิ่มสูงขึ้น และคนไทยมีแนวโน้มที่จะเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น จากโรคเรื้อรังที่มีค่ารักษาพยาบาลค่อนข้างสูง เช่น โรคไต เบาหวาน หรือหัวใจ

นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจหลายแห่งยังมีความสามารถในการแข่งขันลดลงเรื่อยๆ มีการคอรัปชั่นสูง ซึ่งจะนำไปสู่การขาดทุนต่อเนื่อง ส่งผลให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบในอนาคต ท้ายที่สุด สถาบันประกันเงินฝากถูกทำให้อ่อนแอลงมาก เพราะถูกเบียดบังรายได้เกือบทั้งหมดไปชำระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จนไม่มีใครเชื่อว่าสถาบันประกันเงินฝากจะจัดการสถาบันการเงินที่มีปัญหาได้ ถ้าสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งล้มลง เราจะขาดเครื่องมือที่ตัดไฟแต่ต้นลม อาจทำให้สถาบันการเงินล้มลงเป็นลูกโซ่ ซึ่งหนีไม่พ้นว่าจะกลับมาเป็นภาระของรัฐบาล ด้วยความที่สถาบันประกันเงินฝากอ่อนแอ ประชาชนจะเชื่อว่ารัฐบาลต้องเข้ามาดูแลเงินฝากของประชาชน ผู้ฝากเงินจะขาดวินัยที่จะคำนึงถึงความเสี่ยงของสถาบันการเงิน ถ้าเกิดวิกฤติสถาบันการเงินขึ้นอีกรอบหนึ่งแล้ว หนี้สาธารณะจะกระโดดขึ้นเร็วมากเหมือนกับที่เกิดขึ้นที่ในช่วงวิกฤติปี 2540

ภาระผูกพันในภายหน้ายังมีผลมาจากวัฒนธรรมการหาเสียง ที่พรรคการเมืองมักจะเกทับนโยบายประชานิยม ซึ่งเสนอให้ประชาชนทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ การเพิ่มราคาจำนำสินค้าเกษตร การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ หรือการพักหนี้แล้วพักหนี้อีก

ยิ่งประเทศไทยเลือกตั้งบ่อยแค่ไหน เราจะยิ่งเข้าใกล้วิกฤตหนี้สาธารณะมากขึ้นเท่านั้น เพราะประชาชนเสพติดนโยบายประชานิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และนักการเมืองไม่มีหลักการ

ประการที่สอง ระบบคานอำนาจระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการประจำอ่อนแอลงมาก เมื่อใดที่เปลี่ยนรัฐบาล ข้าราชการระดับสูงที่ได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาลชุดก่อนมักจะนั่งไม่ติดที่ เราเห็นข่าวการปูนบำเหน็จข้าราชการระดับสูงที่เอาใจนักการเมืองอยู่เป็นประจำ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีทั้งหลายมักจะนำพรรคพวกของตนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องแต่มีผลประโยชน์ มาดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง คอยแทรกแซงการทำงานของข้าราชการ ระบบราชการในวันนี้จึงรักษาคนดีมีความสามารถได้ยาก ข้าราชการไม่ค่อยเสนอเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาวจากล่างขึ้นบน แต่จะทำเรื่องนโยบายที่นักการเมืองสั่งจากบนลงล่างเท่านั้น

การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยจึงกลวงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับประเทศรอบข้าง

ประการที่สาม อาจเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากที่สุด คือการระบาดของวัฒนธรรม “mob ประชาชนกับรัฐบาลกลัว mob” ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ใครอยากได้อะไรก็จะจัด mob เดินขบวนโดยไม่สนใจว่าจะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอย่างไร คิดเพียงว่าถ้าจัดตั้ง mob ได้มาก ก็จะเรียกร้องเรื่องต่างๆ จากรัฐบาลได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้รัฐมนตรีในช่วงหลังๆ ยังมีแนวโน้มกลัว mob ตอบสนองข้อเรียกร้องของ mob กลุ่มต่างๆ อย่างรวดเร็วโดยไม่คำนึงถึงภาระในอนาคตของรัฐบาล และไม่คำนึงถึงความบิดเบือนที่จะเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจ วัฒนธรรม “mobประชาชน กับรัฐบาลกลัว mob” ผนวกกับการเสพติดนโยบายประชานิยมนี้อันตรายมาก

ผมขอย้ำอีกครั้งว่า ผลเสียที่เกิดจากการขาดวินัยการเงินการคลัง เป็นเรื่องที่ต้องกันไว้ก่อนดีกว่ามาตามแก้ ในแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ Vision 2020 ของมาเลเซีย ได้กำหนดแนวทางของนโยบายเศรษฐกิจไว้ชัดเจนว่า รัฐบาลจะระวังไม่ให้เกิดนโยบายที่ไปแย่งทรัพยากรของคนรุ่นต่อไปมาใช้ล่วงหน้า

แนวคิดนี้ตรงข้ามกับแนวคิดของนักการเมืองไทย ที่ไม่สนใจเรื่องวินัยและมักคิดว่า “ไปตายเอาดาบหน้า”

ในช่วงหลังๆ นี้ ผมคิดถึง “วินัย” มากเป็นพิเศษ เพราะไม่ค่อยพบคนชื่อ“วินัย” และไม่ได้ยินนักการเมืองพูดถึงเรื่องวินัย คิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องเรียกร้องให้เกิดวินัยในภาคการเมือง และวินัยในระดับนโยบาย โดยเฉพาะวินัยการเงินการคลัง และอาจจะต้องรณรงค์ให้ “วินัย” กลับมาเป็นชื่อสามัญของชาวไทยอีกครั้งหนึ่ง

หมายเหตุ ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์เศรษฐศาสตร์พเนจร ฉบับวันที่ 14 มีนาคม 2555

  • Kovit Wongsurawat

    ผมมีลูกชายชื่อวินับครับ เคยพบกับคุณวิรไทที่บ้านผมเมื่อหลายปีก่อน คุณวิรไทมากลับป้าริด(อ.ทัศนีย์ อนมานยังไงครับ
    ชื่นชมในงานของคุณมากครับ
    โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

    • Veerathai

      อาจารย์โกวิทสบายดีนะครับ ขอบพระคุณท่ียังจำผมได้ครับ. วิรไท

  • อาเลฟ0

    “แม้ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะเมื่อเทียบกับรายได้ประชาชาติของเราในขณะนี้ ยังค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ และธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินในระดับ หนึ่ง”
    … ผู้เขียนพยามยามเขียนแบบนักวิชาการไทยไทย ที่ไม่นิยม(ขียน)ความรุนแรง ผมขออนุญาติชี้ประเด็น
    ข้อมูลที่เข้าข่ายรุนแรง…
    ..สัดส่วนหนี้สาธารณะ มักจะพยายามบอกกันว่ายังต่ำอยู่ แต่ไม่ได้บอกว่า (ก)รัฐบาลสรัางหนี้เพิ่มระดับทีละ
    3-4 แสนล้าน ไม่มีการพูดถึงการคืนหนี้ และ(ข) ถ้าเปลี่ยนตัววัดเป็นดอกเบี้ย (หนี้คูณอัตราดอกเบี้ย) แล้ว
    สัดส่วนของไทยจะกลายเป็นสูง (ญี่ปุ่นดอกเบี้ยต่ำมาก) แต่ประเด็นหลักคือ ประเทศต่างๆ กำลังพยายาม
    ออกมาตรการ ลดหนี้ แต่ประเทศไทยไปทางเพิ่มหนี้
    ..ธปท. เหมือนกับมีความเป็นอิสระ แต่เป็นอิสระแบบสวนทางกับ คุณ”วินัย” คือ (ก)เงินเฟ้อดุเดือด โดยเฉพาะ
    อาหารขึ้นไป 30-40% แต่ ธปท.กลับลดดอกเบี้ยนโยบายเอาใจรัฐบาล (ข)ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ 3แสนล้าน
    ซึ่งก็คือการพิมพ์แบงค์(แจกแทน)ให้รัฐบาล ..ต้องตอบคำถามได้ว่า เงินที่มีต้นทุนต่ำกว่าที่ปล่อยกู้นั้น
    ธปท.ไปเอามาจากไหน (ค) ยอมรับสภาพให้ ธนาคารกลางของไทยมีหน้าที่ (เพิ่มจากตำรา จากหน้าที่ของ
    ธนาคารกลางทั่วโลก) รับหน้าที่ใช้หนี้สาธารณะแทนรัฐบาล ..ผลคือเพิ่มเงินให้รัฐบาลได้ใช้มากขึ้น
    และแต่งบัญชีให้ดูเหมือนว่าหนี้สาธารณะลดลง (หลอกว่าไม่ใช่หนี้ภาครัฐแล้ว เป็นหนี้ ธปท.)
    และ (ง) หลอกบิดเบือนภาษาไทย ทำลายวินัยการใช้ภาษา เรียก เบี้ยประกันเงินฝาก ทั้งๆที่ความจริงคือ
    ภาษีเฉพาะเก็บผ่าน ธปท.ไปใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ

    อาเลฟ0
    aleph0@live.com