เลขาสปสช.รณรงค์ล้างไตทางช่องท้อง อ้างงานวิจัยตปท.ติดเชื้อต่ำ – พญ.ประชุมพร ประธานสพศท.โต้ให้ข้อมูลไม่ครบ เสี่ยงสูง

นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

จากข่าวแจกสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2555 นายแพทย์วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวว่า การบริหารจัดการกองทุนโรคไต ในปีงบประมาณ 2555 ได้ครอบคลุมการให้บริการบำบัดทดแทนไตทุกประเภท ได้แก่การล้างไตผ่านทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมการผ่าตัดปลูกถ่ายไต และการให้ยากดภูมิคุ้มกันหลังการปลูกถ่ายไต รวมถึงการพัฒนาระบบทั้งในด้านการพัฒนาวิชาการ และกำลังคนเพื่อรองรับการให้บริการ สำหรับปีงบประมาณ 2555 เป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากปีที่ผ่านโดยหน่วยบริการ/ สถานบริการที่เข้าร่วมให้บริการบำบัดทดแทนไต เบิกจ่ายชดเชยค่าบริการจากกองทุนโรคไตวายได้

นายแพทย์วินัยกล่าวว่า นโยบายสำคัญสิทธิประโยชน์โรคไตวายเรื้อรังนั้น สปสช.เน้นวิธีการล้างไตทางช่องท้องนั้น เป็นวิธีการที่ปลอดภัย โดยเฉพาะกับผู้ป่วยเด็ก ผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคหัวใจ และยังเป็นวิธีที่ช่วยรักษาสภาพการทำงานของไตได้นานอีกด้วย และยังเป็นวิธีการที่สะดวกที่สุดผู้ป่วยทำเองได้ ภายใต้การติดตามอย่างใกล้ชิดของโรงพยาบาล ไม่ต้องมารอคิวฟอกเลือดที่โรงพยาบาล เหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของระบบสาธารณสุขไทย ที่ผู้ให้บริการมีน้อยกว่าผู้รับบริการ

จากผลการศึกษาทางวิชาการพบว่า อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องมีอัตราใกล้เคียงกับต่างประเทศ คือมีอัตราการรอดชีวิตในปีที่1 และปีที่ 3 เท่ากับ 80 และ 55 ตามลำดับ โดยการศึกษาในต่างประเทศพบว่า ผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องมีอัตราการรอดชีวิตปีที่ 1 และปีที่ 3 เท่ากับร้อยละ 70-95 และ 46-88 ตามลำดับ

สำหรับอัตราการติดเชื้อทางช่องท้องพบว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อเท่ากับ 0.47 ครั้งต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องในต่างประเทศ เช่น สกอตแลนด์ เท่ากับ 0.42 ครั้งต่อปี นิวซีแลนด์ เท่ากับ 0.60 ครั้งต่อปี ออสเตรเลีย 0.62 ครั้งต่อปี ญี่ปุ่น 0.22 ครั้งต่อปี และ ประเทศสเปนเท่ากับ 0.38 ครั้ง ต่อปี

ส่วนการศึกษาทางมิติทางสังคมพบว่า คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้อง มีคุณภาพที่ดีทางด้านกำลังใจ, สุขภาพจิต, สุขภาพกาย, การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม และเมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้วพบว่า ผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องชาวไทย มีคุณภาพชีวิตไม่ต่างจากต่างประเทศ

นอกจากนี้การรักษาที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดคือการปลูกถ่ายไต ซึ่งสปสช.ได้ให้ความสำคัญและคุ้มครองค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในเรื่องการบริจาคอวัยวะ ซึ่งมีไม่เพียงต่อผู้ป่วยที่รอรับบริจาคอวัยวะ โดยแนวทางการพัฒนาระบบบริการทดแทนไต ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น จะให้ดำเนินการบริการทดแทนไต ควบคู่กับการป้องกันโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะไตวาย รวมทั้งพัฒนาระบบบริการทดแทนไตให้มีมากเพียงพอ ได้มาตรฐาน เป็นธรรมในการเข้าถึง รวมถึงการรณรงค์และสร้างทัศนคติที่ดีต่อการบริจาคอวัยวะโดย สปสช. ได้เป็นภาคีร่วมกับองค์กรต่างๆ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย และชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย โดยจะส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ป่วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสังคม มีส่วนร่วมการดูแล ดำเนินการเพื่อสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต

เลขาธิการสปสช.กล่าวว่า สำหรับผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สามารถได้รับบริการทดแทนไต ทุกประเภทโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งดำเนินการตามนโยบายส่งเสริมการล้างไตช่องท้อง (CAPD First policy ) ยกเว้นผู้ป่วยที่ทำการฟอกเลือดรายเก่า ที่เป็นโรคไตวายก่อนที่ระบบหลักประกันสุขภาพจะให้ความคุ้มครอง และไม่สมัครใจทำล้างไตผ่านช่องท้องจะต้องร่วมจ่าย 1 ใน 3 ของค่าบริการฟอกเลือด ซึ่งไม่เกิน 500 บาท

ขณะที่ผู้ป่วยที่ทำการฟอกเลือดรายใหม่ แต่ไม่สมัครใจทำการล้างไตผ่านช่องท้อง จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฟอกเลือดเอง ปัจจุบันผู้ป่วยที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่ได้รับบริการทดแทนไตมีประมาณ 19,000 คน แบ่งเป็น เป็นการล้างไตทางหน้าท้อง (CAPD) ประมาณ 9,600 คน เป็นการฟอกเลือด(HD) ประมาณ 9,300 คน และต้องให้ยากดภูมิหลังผ่าตัดปลูกถ่ายไตประมาณ 800 คน

อย่างไรก็ตาม สำหรับงบประมาณที่ใช้ในปี 2551 ประมาณ 160 ล้านบาท, ปี 2552 ประมาณ 1,488 ล้านบาท,ปี 2553 ประมาณ 2,704 ล้านบาท และปี 2554 ประมาณ 3,226 ล้านบาท และในปี 2555 สปสช. ตั้งงบไว้ 3,857 ล้านบาท เน้นการให้บริการปลูกถ่ายไตและการล้างไตทางช่องท้อง ในระหว่างรอรับบริจาคควบคู่ไปกับการป้องกันโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง

ศ.นพ.ดุสิต ล้ำเลิศกุล นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยกล่าวว่า โรคไตวายเรื้อรังเป็นโรคร้ายที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต และส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจของไทย ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในอดีต ยังขาดการคุ้มครองดูแลในด้านการรักษาพยาบาลจากภาครัฐอย่างครอบคลุม ทำให้ผู้ป่วยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงมาก ซึ่งสำหรับผู้ยากไร้ มีรายได้น้อย แล้วมักจะเสียชีวิตเสียก่อนเวลาอันควรเพราะไม่มีเงินรักษา ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป จะเป็นการสูญเสียทั้งทรัพยากรคน และเงินอย่างมหาศาล จึงเป็นปัญหาสาธารณสุข ที่บุคลากรทางแพทย์และผู้เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญ และร่วมกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ปัจจุบันปัญหาประชากรป่วยเป็นโรคไตเรื้อรัง ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะไทยเท่านั้น แต่ใน 46 ประเทศทั่วโลกที่พัฒนาแล้วทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ต่างให้ความสำคัญกับปัญหาของโรคนี้ที่คุกคามคุณภาพชีวิตของประชากร สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจกล่าวได้ว่า ไทยเป็นประเทศแรกที่มีบทบาท สำคัญในการปลุกกระแสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ ได้เล็งเห็นความสำคัญของโรคไตเรื้อรังโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนในแต่ละปีไปเป็นจำนวนมาก

ทางด้าน พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ ประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปแห่งประเทศไทย (สพศท.) ได้มีความเห็นแย้งว่าจากกรณีที่เลขา สปสช.แถลงข่าวว่าตั้งเป้ารณรงค์ให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง เลือกใช้วิธีล้างไตทางช่องท้องพร้อมทั้งให้เหตุผลว่าผู้ป่วยทำได้เองที่บ้าน เหมาะสมกับสภาพขาดแคลนแพทย์ ต่อเรื่องนี้ทางกลุ่ม สพศท.รู้สึกเป็นห่วงผู้ป่วยที่อาจจะได้ข้อมูลไม่ครบ ทำให้เข้าใจผิด เพราะทางเลขา สปสช. ไม่ได้บอกด้วยว่าวิธีดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อช่องท้องสูงมาก ถ้าไม่รักษาความสะอาดของตัวคนไข้และที่อยู่อาศัยอย่างเข้มข้น มิฉะนั้นก็จะติดเชื้อในช่องท้องจนเสียชีวิต

“ที่ผ่านมามีผู้ที่ตายไปถึง 30% ระหว่างล้างไตทางหน้าท้อง จากการติดเชื้อดังกล่าว การเลือกล้างไตแบบไหนควรเป็นไปตามที่หมอผู้รักษาจะพิจารณาให้เหมาะสมกับคนไข้คนนั้น เพราะต้องคำนึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆอีก อาทิ หมอต้องรู้ว่าคนไข้รายนี้ สภาพครอบครัวเป็นอย่างไร อยู่กันกี่คน มีคนช่วยดูแลไหม ต้องเป็นคนรักความสะอาด มีวินัย เพราะการรักษาความสะอาดสำคัญที่สุด บ้านต้องให้สะอาดปลอดเชื้อ ต้องส่งทีมงานไปเยี่ยมบ้านคนไข้ก่อน ไปดูว่าสภาพบ้านเป็นอย่างไร หากตัดสินใจว่าต้องล้างไตทางช่องท้อง ต้องกันพื้นที่พิเศษให้คนไข้ ไม่ใช่การเชิญชวนแบบนี้ เพราะโอกาสติดเชื้อสูง ต้องให้ข้อมูลให้ครบ ถ้าชาวบ้านไม่เข้าใจก็จะไม่รอด

พญ.ประชุมพรกล่าวต่อว่าดังนั้นมีความเห็นว่าไม่ควรมีการรณรงค์เช่นนี้ เพราะเหมือนโฆษณาเรียกลูกค้า โดยบอกแต่ข้อดีจนดูดีเกินจริง จนน่าจะเข้าข่ายต้องตรวจสอบจริยธรรมโดยแพทยสภา และที่ผ่านมาเลขาสปสช.กำลังถูกตั้งกรรมการสอบเรื่อง”เงินทอน” จากการซื้อน้ำยาล้างไตทางช่องท้อง ผ่านองค์การเภสัช และนำไปเที่ยวต่างประเทศ ที่ ส.ต.ง.ชี้มูล ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่จบ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือการรณรงค์ป้องกันไตวายให้เข้มข้นจะดีกว่ามาก