ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียรอบสัปดาห์ – ร้อนยิ่งกว่าตุ๊กแกห้อยหัว – ขอทานจีนที่สวยที่สุด

17 มีนาคม 2012

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 11-17 มี.ค. 2555

เรื่องแรก เข้าสู่ฤดูร้อน เหล่าบรรดาตุ๊กแกเลยชวนกันออกจากโพรงที่ร้อนอบอ้าวมาตากลมข้างนอก อวดสายตาชาวบ้านกันจนเป็นที่ฮือฮาบ่อยครั้ง โดยก่อนหน้านี้ ระหว่างที่ในบ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดพะเยากำลังมีพิธีทำบุญและพระสงฆ์สวดมนต์อยู่ ก็พบตุ๊กแกห้อยหัวลงมาใช้เพียงสองเท้าหลังยึดเกาะคานไว้ ส่วนสองเท้าหน้าประกบกันคล้ายการพนมมือ แถมยังมีการผงกหัวน้อมรับ และใช้ขาหน้าลูบศีรษะคล้ายการรับพรอีกด้วย

หลังจากนั้น มีการรายงานภาพตุ๊กแกห้อยหัวอีกเรื่อยๆ อย่างที่จังหวัดกำแพงเพชร พบตุ๊กแกตัวที่ใช้เท้าหลังทั้งสองข้างเกาะที่ขื่อ จากนั้นก็ห้อยหัวลงมา ขาหน้าเกาะกันคล้ายพนมมือ แต่บางครั้งก็กางขาออก บางครั้งก็เอี้ยวตัวบิดไปมาคล้ายกับคนบิดขี้เกียจคลายความเมื่อยล้า บางครั้งก็ยกตัวขึ้นเหมือนซิทอัพ สร้างความฮือฮาและแปลกใจให้กับผู้ที่มาดูอย่างมาก โดยตุ๊กแกตัวนี้จะออกมาให้เห็นเกือบทุกวัน แต่ไม่เคยเห็นตุ๊กแกห้อยหัวพนมมือแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งครั้งนี้เพิ่งออกมาพนมมือเป็นครั้งแรก

ขณะที่จังหวัดมหาสารคาม ตุ๊กแกห้อยหัวก็มาโชว์ตัวอีก ซึ่งเจ้าตุ๊กแกตัวดังกล่าวห้อยหัวตั้งแต่เวลา 16.00-21.00 น. ร่วม 5 ชั่วโมง โดยไม่ได้หนีไปไหนหรือเปลี่ยนท่าทางใดๆ เลย และล่าสุด ที่จังหวัดสระบุรี ชาวบ้านก็พบตุ๊กแกห้อยหัวลักษณะเดิมอีกเช่นกัน

ภาพตุ๊กแกห้อยหัว  ที่มาภาพ : http news.mthai.comgeneral-news157685.html

ภาพตุ๊กแกห้อยหัว ที่มาภาพ : http news.mthai.comgeneral-news157685.html

เรื่องนี้ ชาวบ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์กันหลากหลาย บ้างก็ตื่นตาตื่นใจเพราะไม่เคยเห็น แต่ส่วนใหญ่ก็ต่างนำไปตีเป็นตัวเลขงวดที่กำลังจะมาถึงนี้ ส่วนเหตุผลตามหลักทางวิทยาศาสตร์ก็ว่า สาเหตุที่ตุ๊กแกห้อยหัวนั้นเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ประกอบกับตุ๊กแกจะอาศัยอยู่ที่สูงตามหลังคาตามบ้านเรือน ขื่อคานหลังคาบ้าน เมื่ออากาศร้อน ตุ๊กแกก็ร้อนเท้าจึงใช้เท้าคู่หลังเกาะ ห้อยหัว ระบายความร้อนเท้าคู่หน้า ไม่ใช่เรื่องแปลก บางครั้งก็จะใช้ทั้งสองประกบกัน คล้ายกับลักษณะของคนกำลังพนมมือไหว้นั่นเอง เป็นการบริหารร่างกายของตุ๊กแก สาเหตุอีกอย่างหนึ่งคือ ตุ๊กแกมีแผลที่เท้าหน้า ก็จะห้อยหัวเพื่อให้แผลหาย เช่น เมื่อตุ๊กแกเป็นแผลที่เท้าหลัง ก็จะเกาะห้อยสองเท้าหลังเหมือนยกมือไหว้ แต่ไหว้ด้วยสองเท้าหลัง ไม่ใช่สองเท้าหน้า เป็นต้น

แต่ถ้าตามโบราณว่า ตุ๊กแกอาศัยที่บ้านใครบ้านนั้นจะอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าตุ๊กแกร้องเกิน 5 ครั้งขึ้นไปจะโชคดี แต่ถ้าตุ๊กแกร้องไม่ถึง 5 ครั้ง อาจจะมีญาติเจ็บไข้ได้ป่วยก็เป็นได้

“ผมเคยเอาไม้ไปเขี่ยตุ๊กแก พอมันจะล่วงลงมา ก็ห้อยแบบนี้ละ ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูสิครับ”

“เจ๋งอ่ะ แม้แต่ตุ๊กแกก็มีท่าฮิต 555+”

“ตุ๊กแกห้อยหัว ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คนที่ไปขอหวยตุ๊กแกนี้สิ แปลก!!”

“แต่คนที่ไปขอหวยนี่ซิ ถูก!! แปลกกว่าตุ๊กแกห้อยหัวอีก”

“ถ้าตุ๊กแก ไม่เอาเท้าเกาะไว้นี้ น่ากลัวกว่าอีกนะ คงตกมาหาเราแน่เลย บรึ๋ยยยย”

“เขาเชื่อกันว่า ตุ๊กแกที่อาศัยอยู่ตามบ้านคือตัวแทนของเจ้าที่นะ ท่านคงอยากออกมาให้โชคชาวบ้านที่กำลังไม่ค่อยมีจะกิน เพราะราคาสินค้าแพงจนหูฉีกแล้วล่ะ แบ่งๆ กันมีเงินบ้าง”

เรื่องที่สอง จากกรณีที่มีมติให้ปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวี โดยกระทรวงพลังงานให้ความช่วยเหลือด้วยโครงการบัตรเครดิตพลังงานเอ็นจีวี เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ซึ่งโครงการบัตรเครดิตพลังงานเอ็นจีวีจะสิ้นสุดในเดือนเมษายนนี้ และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะขยายความช่วยเหลือต่อไปอีกหรือไม่ ทำให้ผู้ประกอบการรถแท็กซี่มิเตอร์เรียกร้องขอปรับอัตราค่าโดยสารให้สูงขึ้นตาม

หากอัตราค่าโดยสารรถแท็กซี่มิเตอร์สูงเกินไป จะทำให้ประชาชนหันไปใช้บริการอื่นเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีการใช้บริการรถแท็กซี่น้อยลง ในทางตรงกันข้าม หากต้นทุนผู้ประกอบการรถแท็กซี่สูงเกินไป จะทำให้ไม่สามารถให้บริการได้ต่อไป ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้บริโภคเช่นเดียวกัน ดังนั้น กรมการขนส่งทางบกจึงต้องพิจารณาเรื่องการปรับอัตราค่าโดยสารรถแท็กซี่อย่างละเอียดรอบคอบ

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกได้ดำเนินการเปิดรับจดทะเบียนรถแท็กซี่มิเตอร์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2535 โดยล่าสุดมีการปรับอัตราค่าโดยสารเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2551 โดยปรับอัตราค่าโดยสารตั้งแต่กิโลเมตรที่ 2 ขึ้นไปถึง 12 เดิมกิโลเมตรละ 4.50 บาท ปรับเป็น 5 บาท จากกิโลเมตรที่ 12 ขึ้นไปถึง 20 เดิมกิโลเมตรละ 5 บาท ปรับเป็น 5.50 บาท กิโลเมตรที่ 20 ขึ้นไปถึง 40 กิโลเมตรละ 6 บาท จากกิโลเมตรที่ 40 ขึ้นไปถึง 60 กิโลเมตรละ 6.50 บาท จากกิโลเมตรที่ 60 ขึ้นไปถึง 80 กิโลเมตรละ 7.50 บาท และจากกิโลเมตรที่ 80 ขึ้นไป กิโลเมตรละ 8.50 บาท จากข้อมูลการจดทะเบียนรถแท็กซี่สะสม ณ วันที่ 31 ม.ค. 2555 พบว่า มีจำนวนรถแท็กซี่ทั้งสิ้น 99,375 คัน เป็นรถแท็กซี่ส่วนบุคคล จำนวน 23,757 คัน และรถแท็กซี่นิติบุคคลมีจำนวน 75,618 คัน

ทั้งนี้ ทางด้าน “เจ๊เกียว” นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร กล่าวว่า ยังมีแนวโน้มจะขึ้นราคาค่าโดยสารอีกด้วย หลังทาง บขส. แจ้งเตรียมเสนอปรับขึ้นค่าโดยสารให้อย่างน้อย 3 สตางค์ต่อกิโลเมตร ส่วนเรือด่วนเจ้าพระยา ทั้งธงส้มและธงเหลืองในบางสาย ก็มีการหยุดให้บริการชั่วคราว เพราะไม่สามารถแบกรับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ใช้บริการ เนื่องจากไม่ได้วางแผนการเดินทางไว้

“พวกของกินของใช้ พอน้ำมันขึ้นก็อ้างขึ้นราคาบ้าง แต่พอน้ำมันลงกลับเงียบราคาสูงเหมือนเดิม ความเป็นธรรมอยู่ที่ไหน”

“เจ๊เกียวบอกว่า ประชาชนเดินทางกลับต่างจังหวัดจำนวนมากและทำให้ผู้ประกอบการขาดทุนหนัก รถโดยสารถ้าคนยิ่งเดินทางมากยิ่งได้กำไรไม่ใช่เหรอ จะขาดทุนได้ไง เห็นรถเสริมเต็มไปหมด ถ้าขาดก็คงจะเลิกกิจการไปนานแล้ว ยกเว้นการรถไฟ (ต้องมีผลประโยชน์เลยไม่เลิกทุกรัฐบาลจะถือว่าขาดทุนแต่ ประชาชนได้ประโยชน์คำอ้างอีกนั่นแหละ)”

“แล้วพนักงานเงินเดือน เมื่อไหร่จะได้ปรับเงินเดือนบ้าง”

“ตั้งแต่เกิดมายังไม่เจอเห็นสินค้าปัจจัยใดลดราคาซักอย่าง (ส่วนลดหรือช่วงเซลล์ไม่เกี่ยวกันนะ) ขึ้นราคาตลอด พอต้นทุนลด ราคาก็นิ่งอยู่อย่างงั้น ไม่เห็นลดตามซักอย่าง แล้วมาอ้างเศรษฐกิจไม่ดี”

“เราควรกลับไปใช้วิถีชีวิตแบบเดิมๆ พอมีพอกินพอใช้แบบรุ่นปู่ย่าตายาย และที่สำคัญพลังงานจากธรรมชาติจะสำคัญมาก ตอนนี้เรากำลังมองว่าที่บ้านเราต่างหวัดจะไม่ต้องใช้ไฟฟ้าแล้วเพราะค่าไฟกำลังปรับขึ้นอีก แต่เราคิดว่าจะปรึกษากับที่บ้านว่าจะขอพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้แทนพลังงานไฟฟ้า แค่ติดแผงโซล่าเซลล์ ไม่อย่างนั้นอนาคต เราจะแบกรับภาระค่าไฟฟ้าไม่ไหวแน่ๆ”

เรื่องที่สาม เป็นที่ฮือฮาและได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในโลกออนไลน์ หลังจากมีคนโพสต์คลิปของสาวชาวจีนคนหนึ่ง ที่มาขอทานกลางกรุงปักกิ่ง โดยเป็นที่กล่าวขานว่าเธอเป็นขอทานที่สวยที่สุดในโลก

เมื่อคลิปของเธอเผยแพร่ออกไป ทำให้เธอเป็นที่สนใจจากคนเป็นจำนวนมาก จนมีผู้เข้าไปเจาะลึกเรื่องราวของเธอโดยทราบว่าเธอชื่อ หาน ปี้ เหยา ซึ่งก่อนหน้านี้ครอบครัวของเธอมีฐานะดี จนพ่อเธอเสียชีวิตลงและทิ้งหนี้สินไว้มหาศาล ต่อมาแม่ก็ต้องล้มป่วยอีกและต้องใช้เงินในการรักษาจำนวนมาก เธอได้ไปเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร และเล่นกีต้าร์ด้วยสีหน้าที่เศร้าโศกในวันหยุด เพื่อหาเงินประทังชีวิตตัวเองและน้องชาย พร้อมทั้งยังประกาศขายความรักครั้งแรกของตัวเอง ในราคา 100,000 หยวน หรือราว 5 แสนบาท เพื่อแลกกับการนำเงินมาใช้หนี้และรักษาอาการป่วยของแม่

ทำให้มีคนออกมาแฉว่า เธอเป็นแค่สาวน้อยลวงโลก ทำไปก็เพราะอยากดัง และมีคนไม่เห็นด้วยที่เธอประกาศขายความรัก ขณะเดียวกันก็มีคนนำภาพในอริยบทต่างๆ เช่น ขับรถ หรือนั่งอยู่ในร้านอาหารตามประสาวัยรุ่น ไปโพสต์ในเว็บไซต์ต่างๆ พร้อมกล่าวโจมตีว่า เธอได้ไปทำศัลยกรรมพลาสติกบนใบหน้า ทั้งจมูก เสริมคาง ทำหน้าเรียว ตาสองชั้น และแท้จริงแล้ว แม่สาวคนนี้นั้นเธอเป็นอดีตโสเภณีวัยรุ่น และยังเป็นนางแบบวาบหวิวในจีนอีก แต่กลับสร้างภาพสร้างกระแสให้ตัวเองเท่านั้น

ภาพของ หาน ปี้ เหยา ที่ถูกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต  ที่มาภาพ : httpforum.khonkaenlink.infoindex.phptopic=16821250.0

ภาพของ หาน ปี้ เหยา ที่ถูกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต ที่มาภาพ : httpforum.khonkaenlink.infoindex.phptopic=16821250.0

“ตามที่ได้อ่าน รูปที่ขับรถหรืออยู่ในร้านอาหาร อาจจะเป็นชีวิตก่อนที่คุณพ่อเสียชีวิต และก่อนที่คุณแม่จะมาล้มป่วยก็ได้ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่แปลก เพราะก่อนหน้านั้นมีฐานะดี แต่เมื่อเสียคุณพ่อไปทำให้ไม่มีรายได้เข้ามา ถึงต้องออกมาเล่นกีตาร์เลี้ยงชีพ ก็ถือว่าเป็นข้อดีของความกตัญญู ดีกว่ามานั่งขอเฉยๆ แต่เรื่องการขายรักครั้งแรกนั้น ผมว่าน่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้นะครับ เพราะหากมีผู้สนับสนุน ก็จะมีคนทำตามกันอีกมาก ทำให้สังคมนั้นเสื่อมลงไปได้อีกครับ ยังไงเอาใจช่วย ให้ผ่านเรื่องร้ายๆ ไปได้นะครับ”

“หน้าตาดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เด็กคนอื่นที่ลำบาก แต่ไม่ได้มีหน้าตาดีก็ดิ้นรนกันต่อไป”

“จัดฉากเพื่อให้ตัวเองดูน่าสนใจขึ้น จะได้ดึงค่าตัวให้เยอะๆ พูดตามความรู้สึก จริงไม่จริงไม่รู้แต่ความรู้สึกของผมมันบอกแบบนี้”

“ต่างความคิดนะ เขาทำอะไรก็เป็นเรื่องของเขา ถ้าไม่เดือดร้อนเรา คนที่เขาขายตัวจริงๆ ก็มีอยู่เกลื่อน แต่วิธีการนำเสนอของแต่ละคน ก็ต่างกันไป แต่ถ้าเขาไม่ได้ทำจริงล่ะ ไปพูดถึงเขาไม่ดี คนยิ่งเจอเรื่องร้ายๆ ยังถูกซ้ำให้แย่ไปอีกน่าสงสารนะ”

“เค้าเป็นศิลปินไม่ใช่เหรอค่ะ เค้าเล่นกีต้าร์ให้เราฟังเพื่อแลกกะเงิน เค้าไม่ได้ขอทานสักหน่อย ถ้าเค้าไม่มีสมองนะเค้าก็คงคิดไปขายตัวอย่างเดียว แต่นี้เค้ามีสมองและสองมือ เค้าก็เลยเลือกที่จะเล่นกีต้าร์ เพื่อหารายได้”

เรื่องที่สี่ ถึงกับขนหัวลุกเมื่อเห็นภาพชวนสยอง “มือผีโผล่” ของนางเอกสาว “พิมพ์” พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร ในภาพถ่ายคู่กับพระเอก “ต่าย” นัฐฐพนธ์ ลียะวณิช ที่แชร์ลงในอินสตาแกรมส่วนตัว โดยนางเอกสาวใช้มือโอบคอพระเอกหนุ่ม แต่ภาพของมือดูผิดปกติ มีลักษณะเหี่ยวย่นและดำคล้ายมือผู้ชาย ทำให้เป็นที่วิจารณ์ว่าเป็นมือผีมาเข้ากล้อง

โดยทาง “ต่าย” นัฐฐพนธ์ บอกว่า เป็นภาพที่ถ่ายที่หัวหินช่วงปิดกล้องละคร เวลาประมาณ 4-5 ทุ่ม บริเวณสระน้ำ และยืนยันว่าไม่มีคนอื่นอยู่ ตอนถ่ายทีแรกไม่เอะใจ จนเมื่อโพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กและมีคนโทรมาบอก พอดูอีกครั้งถึงกับขนลุก เพราะไม่เหมือนมือของนางเอกจริงๆ ขณะที่พิมพ์ยืนยันเป็นมือตนเอง แต่ภาพที่ออกมาอาจจะเป็นมุมกล้องหรือแสงเงาก็เป็นได้

ภาพถ่ายที่เป็นข่าวของพิมพ์มาดา ที่มาภาพ : httpnews.mthai.comgeneral-news157565.html

ภาพถ่ายที่เป็นข่าวของพิมพ์มาดา ที่มาภาพ : httpnews.mthai.comgeneral-news157565.html

“การหักเหของเเสง เเละมุมกล้องการสะท้อนเเสง ไม่มีไรมากเลย คิดกันไปนั่น”

“ผมเป็นช่างอัดรูป ช่างถ่ายรูปติดบัตร ล้างฟิล์มทุกยี่ห้อ ผ่านมือผมมาหมด เจอประจำรูปแบบนี้ เเค่เศษฝุ่นติดน่ากล้องล้างออกมาก็บอกว่าเป็นวิญญาณ อย่างตอนกระแสจตุคามมีละอองน้ำ ก็ฮือฮากันไปใหญ่ คนในวงการล้างฟิล์ม อัดรูปเขาดูแป๊บเดียวก็รู้เเล้ว ว่าอะไรคืออะไร”

“ที่บอกว่ามือดำมันเป็นเงา ที่แขนใกล้หัวไหล่ น่าจะเป็นเงาศีรษะของต่าย และที่มือเป็นเงาศีรษะพิมพ์มาดา ที่มือหรือแขนใหญ่อาจเป็นเพราะมุมกล้อง แค่นี้ทำแตกตื่นไปได้”

“อินสตาแกรม การปรับแสงคอนทราสมันปรับได้เยอะ ยิ่งปรับยิ่งมากความต่างของแสง เงา ยิ่งชัดเจน”

“เจ้าตัวยังไม่ตกใจเลย คนที่ดูก็เม้าส์กันจนได้ขึ้นหน้าหนึ่งเลยนะเนี่ย”

เรื่องที่ห้า ชาวบ้านจำนวนมาก ร้องเรียนถึงความไม่เหมาะสมของทีวีดาวเทียมจานดำ ช่อง 50 ค่าย Happy Home TV ที่ฉายหนังโป๊ติดเรต มีฉากเอ็กซ์ทั้งญี่ปุ่น จีน ฝรั่ง เวียนทุกวันเวลาเที่ยงคืนถึงตีสอง โดยตั้งชื่อช่วงว่า HOT MOVIE แต่ทั้งนี้ เมื่อมีการร้องเรียน ทางช่องก็ทยอยถอดหนังที่ฉายออกบ้างแล้ว และจะหยุดฉายเด็ดขาดภายในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ ทางผู้บริหาร ตั้ม วิชญะ จารุจินดา ได้กล่าวขออภัยพร้อมอธิบายว่า หนังที่นำมาฉายหลังเที่ยงคืนเพราะเห็นว่าเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายอายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งหนังทุกเรื่องผ่านการเซ็นเซอร์มาแล้ว แต่เมื่อมีการร้องเรียนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ทำการตรวจสอบหนังที่ฉาย และได้สั่งถอดหนังไปบ้างแล้ว พร้อมเตรียมปรับการฉายหนังใหม่แน่นอน

แม้จะมีการกล่าวชี้แจงไปแล้ว แต่หนังประเภทนี้ก็ไม่สมควรที่จะนำมาเผยแพร่อย่างเปิดเผย ทำให้ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ เพราะกรณีเช่นนี้ไม่สมควรเกิดขึ้นซ้ำอีก

“เด็กที่ไหนจะมาดูเที่ยงคืน ถึงตี 2 ถ้าเด็กยังไม่นอนผู้ปกครองควรพิจารณาตัวเองแล้วว่าทำไมปล่อยลูกนอนดึก”

“ผ่านการเซ็นเซอร์มาแล้ว คนเซ็นเซอร์นี่พวกเดียวกับที่เซ็นเซอร์ เซเลอร์มูน อาบน้ำเปล่าอ่ะ”

“พวกผู้ชายคงชอบมากนะ ไม่ต้องไปหาซื้อแผ่นมาดูกันเอง”

“ทำให้เรื่องเซ็กซ์เป็นเหมือนเรื่องธรรมดา อีกหน่อยสังคมไทยจะเป็นยังไง จะบอกว่าหลังเที่ยงคืนเด็กไม่ได้ดู นอนกันหมดแล้ว อย่างนั้นหลังเที่ยงคืนไปทำอะไรกันในสวนสาธารณะหรือในรถ แล้วมีคนเห็นก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกใช่มั๊ย”

“เป็นสื่อ ควรเลือกสิ่งที่ดีและสร้างสรรค์ สังคมมาเสนอจะดีกว่า”

เครือข่ายสังคม