ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียรอบสัปดาห์ – สินค้าราคาแพง ชาวโซเชียลบ่นอุบ!! – คำตอบการตายของวิตนีย์ ฮิวสตัน

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 18 – 24 มี.ค. 2555

เรื่องแรก ของสัปดาห์นี้ เป็นเรื่องที่บรรดาแฟมิลี่แมนอาจมีเฮ เมื่อ ครม. มีมติกำหนดให้ข้าราชการชายและลูกจ้างของส่วนราชการ สามารถลาไปช่วยเหลือภรรยาที่คลอดบุตรได้ และยังคงมีสิทธิได้รับเงินเดือนในระหว่างลาไม่เกิน 15 วันทำการ โดยมีเงื่อนไขว่า หากเป็นการลาภายใน 30 วันแรก นับแต่วันที่ภรรยาคลอดบุตร จะมีสิทธิได้รับเงินเดือนในระหว่างลา โดยเชื่อว่ามตินี้จะลดเรื่องการหย่าร้าง และเพิ่มความอบอุ่นในครอบครัวให้มากขึ้นอีกด้วย

มติดังกล่าวยังได้กำหนดด้วยว่า อนุมัติให้ข้าราชการที่ยังไม่เคยอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หรือยังไม่เคยประกอบพิธีฮัจญ์ ณ เมืองเมกกะ สามารถลาโดยได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้ไม่เกิน 120 วัน และยังกำหนดให้ข้าราชการซึ่งได้รับอนุญาตให้ลาเพื่อไปฟื้นฟูสมรรถภาพทางอาชีพ มีสิทธิได้รับเงินเดือนในระหว่างลาได้ไม่เกิน 12 เดือนด้วย

มตินี้สร้างความอิจฉาตาร้อนให้ลูกจ้างพนักงานบริษัททั่วไปอยู่ไม่น้อย ว่าอยากมีสิทธิ์เช่นข้าราชการบ้าง ไม่ว่าจะการปรับขึ้นเงินเดือน 15,000 บาท หรือแม้กระทั่งการให้ลาหยุดเพื่อช่วยภรรยาหลังคลอดบุตร ก็ต้องตามดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะมีนโยบายหรือการกระจายความยุติธรรมนี้ได้อย่างทั่วถึงเช่นไร

“ข้อนี้สนับสนุนนะ เพราะเดี๋ยวนี้ครอบครัวคนไทยเป็นครอบครัวที่เล็กลง ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่อยู่กับปู่ย่าตายาย ก็มีญาติๆ ที่พอจะช่วยดูแลกันได้ แต่เดี๋ยวนี้มักจะแยกกันออกมา แค่พ่อแม่ลูก ถ้าผู้เป็นพ่อไม่ช่วยดูแล ภาระหนักก็จะอยู่ที่แม่เพียงคนเดียว”

“เป็นข้อดีที่จะได้ผลัดกันลา ภรรยาลาบ้าง สามีลาบ้าง งานก็จะได้ต่อเนื่่อง ภรรยาไม่ต้องลางานเป็นเวลานาน หรือลาออกจากงานไปเลย ทำให้เสียโอกาสในการเจริญเติบโตในหน้าที่อาชีพตัวเอง”

“ไอเดียดี แต่ปัญหาเยอะ เช่น เอกชนก็ควรจะได้สิทธิ์นี้บ้าง แต่นายจ้างใครจะไปยอมง่ายๆ ไม่เหมือนข้าราชการที่ใช้เงินภาษีของประชาชนนะครับ รัฐบาลเงินตัวเองก็ไม่เสีย อยากจ่ายก็จ่ายได้สบายๆ แล้วจะรู้อย่างไรว่าลาไปดูแลภรรยาจริง ตรวจสอบยากมากๆ มันต่างจากผู้หญิง ที่รู้ว่าท้องก็ท้องจริงแน่ๆ ลูกต้องเลี้ยงแน่ๆ อีกเยอะแยะ คิดแล้ว ก็ปวดหัวแทน แต่ก่อนแม่ๆ เค้าก็ดูแลกันมาเอง ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ถ้าจะช่วย ช่วยหาสถานที่เป็นที่รวมให้คุณแม่ไปอยู่ด้วยกันจะได้ไม่เหงา แถมแลกเปลี่ยนความรู้กันดีกว่า”

“ก็ดีครับ ส่งเสริมสถาบันครอบครัว ยิ่งคุณแม่มือใหม่ด้วยทำอะไรยังไม่ชำนาญ ถ้าได้คุณพ่อมาช่วยด้วยก็จะลดความเครียด และทำให้ความสัมพันธ์ พ่อ แม่ ลูก แน่นแฟ้นขึ้น ถ้าจะให้ดีขยายไปยังภาคเอกชนก็ดีนะครับ”

เรื่องที่สอง คลิปวิดีโอว่อนทั่วอินเทอร์เน็ต เมื่อ รปภ. รถไฟฟ้า BTS ทำร้ายร่างกายชาวต่างชาติ ครูสอนภาษาชาวไอร์แลนด์ จนเลือดอาบ

โดยมีผู้ที่ใช้ชื่อว่า “โจ้” ตั้งกระทู้ ผ่านเว็บบอร์ด ของ www.bts.co.th ว่า “เกิดอะไรขึ้นที่ BTS พร้อมพงษ์ เวลาประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง” ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2555 เวลา 22.09 น. ซึ่งมีเนื้อหาระบุว่า “พอดีเห็นฝรั่งโดนตีเลือดเต็มไปหมด ตรง BTS พร้อมพงษ์ ใกล้ทางเชื่อมห้างเอ็มโพเรียม สอบถามคนแถวนั้น เห็นบอกว่า รปภ. ห้ามฝรั่งไม่ให้เอาลูกโป่งขึ้นรถไฟฟ้า มันเป็นกฏ แต่ฝรั่งไม่ยอมแล้วเอามือบีบคอ รปภ. ดังนั้น รปภ. จึงใส่ซะเลือดอาบเลย ไม่ทราบเรื่องราวทั้งหมด แต่ว่าต้องทำกับต่างชาติขนาดนั้นเลยหรือ แล้ว รปภ. BTS ทำไมทำยังงั้น น่ากลัวจัง”

หลังจากนั้นมีผู้ใช้ชื่อว่า “หนูด่วน” ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของ BTS มาเขียนข้อความชี้แจง ในวันที่ 17 มีนาคม 2555 เวลา 23:06 น. ว่า “เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว มีผู้โดยสารชาวต่างชาติถือลูกโป่งหลายใบ ต้องการเข้าระบบและไม่จ่ายเงินซื้อตั๋วโดยสาร โดยลักลอบเดินเข้าไปข้างในระบบ เนื่องจากเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อห้ามที่ไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารนำลูกโป่งทุกชนิดเข้าสู่ระบบได้ ไม่เกินท่านละ 1 ใบ และต้องเป็นลูกโป่งที่ไม่มีขนาดใหญ่ จนกีดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางของผู้โดยสารท่านอื่น

ภาพขณะเกิดเหตุบนสถานีรถไฟฟ้า BTS พร้อมพงษ์  ที่มาภาพ : http variety.horoworld.com
ภาพขณะเกิดเหตุบนสถานีรถไฟฟ้า BTS พร้อมพงษ์ ที่มาภาพ : http variety.horoworld.com

ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและไม่กีดขวาง หรือเป็นอุปสรรค ต่อการเดินทางของผู้โดยสารท่านอื่น ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงตัองเข้าไปชี้แจงและตักเตือน แต่ผู้โดยสารชาวต่างชาติไม่ยอมรับฟัง และทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นการควบคุมสถาณการณ์ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมา ดังนั้น รปภ. จึงจำเป็นต้องรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ และป้องกันตนเองครับ”

ด้านนายจอห์น บีฮัน ครูสอนภาษาชาวไอร์แลนด์ผู้เสียหาย ยืนยันว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด และรู้สึกว่าการกระทำของ รปภ. BTS รุนแรงเกินกว่าจะเป็นการรักษาความปลอดภัย เหตุการณ์ดังกล่าวนอกจากจะทำให้ตนได้รับบาดเจ็บต้องหยุดงานหลายวัน ยังไปกระทบต่อความรู้สึกของบุตรสาวที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย แม้ทางบีทีเอสจะติดต่อมาและแสดงความเสียใจ จะมอบกระเช้าขอโทษแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถชดเชยความรู้สึกได้

มีผู้มาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง โดยมีทั้งที่เห็นด้วยกับฝ่าย รปภ. และ มีทั้งที่เห็นด้วยกับฝ่ายของชาวต่างชาติ และมีการแบ่งปันข้อความและข้อมูลในเรื่องนี้ไปยังเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ ซึ่งก็มีผู้มาแสดงความคิดเห็นอย่างมากมายเช่นกัน

“เข้าเมืองไทยก็ต้องทำตามกฎคนไทยด้วยนะครับ นับถือคุณ รปภ. ที่ทำหน้าที่ขัดขวางคนทำผิด แม้เขาจะเป็นชาวต่างชาติก็ตาม”

“ดูข่าวจากที่อื่นมั่งนะครับ เรื่องเล่าเช้านี้ก็ได้ มันชัดเจนแล้วว่า ผิดทั้งคู่ แต่ รปภ. ไปรุมตีเขา ฝรั่งเลยอาละวาดหนัก ฟังที่ยามเป็นคนพูดเองเลย สาเหตุเบื้องต้นมาจากการสื่อสาร เรื่องนี้ผมว่า รปภ. คนนั้นทำตามหน้าที่ถูกแล้ว แต่สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง คนที่เป็นภรรยาฝรั่ง แทนที่จะพูด ดันไม่พูด ไปช่วยเถียงอีก แต่ รปภ. คนที่ใช้เครื่องสแกนตี ตีไปด้วยความเข้าใจผิดเพระฝรั่งโวยวาย เสียงดังเดินปรี่เขาหา และตัวเล็กกว่า จึงตีเพื่อป้องกันตัวแถมตีแล้วฝรั่ง ไม่เป็นอะไรด้วย ยังมีเหตุผลไม่น่าโดนย้ายหรือไล่ออก ลงโทษแค่พักงานก็พอ แต่พวกที่ไม่รู้มาจากไหนละไปรุมเขาทีหลัง จนเลือดออกเนี่ย สมควรโดนแล้วนะครับ”

“เป็น รปภ. ต้องมีสติด้วย รู้จักยับยั้งช่างใจ ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม รู้อยู่แก่ใจว่าฝรั่งพูดอะไรเราฟังไม่รู้เรื่อง ก็ไม่น่าใจร้อน ยิ่งกรณีนี้เป็นชาวต่างชาติด้วย มันเสียชื่อเสียงไปทั้งประเทศเลย”

“เข้าใจว่าชาวต่างชาติแค่ระบายอารมณ์เตะถังขยะด้วยความหงุดหงิด เราๆ ก็เคยเห็นเวลานักเทนนิสเครียดก็ทำลาย เร็กเก็ตของตัวเอง แต่ด้วยความที่สังคมไทยไม่ใช่แบบนั้น การระเบิดอารมณ์แบบนี้ในที่สาธารณะมัน เหมือนคนเมายาบ้า ใครเห็นก็ต้องตกใจ มันก็สมเหตุที่จะโดนชาร์จทันที”

เรื่องที่สาม เป็นการสูญเสียอีกหนึ่งบุคคลมีชื่อเสียงของเมืองไทย นพ.นวรัต ไกรฤกษ์ วัย 95 ปี เจ้าของนามปากกา “หมอนพพร” เจ้าของคอมลัมน์ดัง “เสพสมบ่มิสม” ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หลังเข้ารับการรักษาโรคปอดติดเชื้อ ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่ผ่านมา

คอลัมน์เสพสมบ่มิสม เป็นคอลัมน์ตอบปัญหาและพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเพศ มีเนื้อหาเข้าใจง่าย จนเป็นที่รู้จักชื่นชอบของผู้อ่านมากมาย และเป็นคอลัมน์ยอดนิยมยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม “หมอนพพร” ไม่ได้เขียนคอลัมน์เสพสมบ่มิสมในเดลินิวส์มานานแล้ว โดยมี “ดร.โอ” มาตอบปัญหาในคอลัมน์นี้แทน

นพ.นวรัต ไกรฤกษ์ ที่มาภาพ : http www.krobkruakao.com
นพ.นวรัต ไกรฤกษ์ ที่มาภาพ : http www.krobkruakao.com

“ขอแสดงความเสียใจและความเคารพมายังครอบครัวของท่าน และวิญญาณของท่านมาพร้อมนี้ด้วยครับ ขอให้ท่านไปสู่สุขคติเถิด เพราะท่านคือผู้ให้ความรู้ทางด้านนี้มาตลอดเวลาอันยาวนาน จึงนับว่าท่านมีบุญคุณคุณูประการต่อเพื่อนๆ ที่มีปัญหาทางเพศมาตลอด ด้าน ดร.โอ ก็ได้ทำหน้าที่ในคอลัมน์ของท่านเป็นอย่างดีแล้วครับ แต่ยังไม่ดีเท่าที่ท่านเคยตอบมาแล้ว ขอให้ท่านไปสู่สวรรค์ชั้นฟ้าเท่านั้นนะครับ”

“เป็นหนึ่งในผู้ที่ช่วยให้หลายๆ ครอบครัว ได้กลับมามีความสุขในแบบชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ได้อีกครั้ง เรื่อง sex อาจจะกำหนดหนทางของชีวิตเราได้มากมายเกินกว่าที่เราคิดนัก ขอบคุณลุงหมอและขอไว้อาลัยด้วยครับผม”

“ตอนเป็นวัยรุ่นต้องแอบอ่าน กลัวคนอื่นรู้เข้าจะหาว่าฝักใฝ่ โตขึ้นมาก็ได้ใช้ความรู้ตรงนั้นช่วยให้เข้าใจเรื่องเพศได้หลายอย่าง ขอบพระคุณในวิทยาทานของคุณหมอมากค่ะ ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของท่านนะคะ”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา วัฏจักรชีวิตมนุษย์นะครับ”

เรื่องที่สี่ ยังถกเถียงกันไม่จบกับราคาข้าวของที่แพงขึ้น ซึ่งมีการนำราคาสินค้าหลายๆ รายการมาเปรียบเทียบกันกับเมื่อครั้งรัฐบาลชุดนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถมยังเคยกล่าวหาไว้ว่ารัฐบาลชุดก่อน “ดีแต่พูด” แต่พอมารัฐบาลชุดนี้ต้องแสดงศักยภาพ กลับใช้วิธีแก้ไขปัญหา “ของแพง” ไม่แตกต่างจากจากรัฐบาลในอดีต

ทุกวันนี้ ราคาอาหารตามสั่งหรืออาหารจานด่วนจะอยู่ที่ 35-40 บาท เป็นส่วนใหญ่ แม้กระทั่ง “มะนาว” ที่เป็นเครื่องปรุงพื้นฐาน ราคาสูงถึงลูกละ 7-12 บาท น้ำมันปาล์มก็เข้าสู่ภาวะขาดตลาด ภาคขนส่งเรียกร้องขอปรับค่าบริการ เนื่องมาจากน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าทั้งอุปโภคและบริโภค โดยข่าวล่าสุด มีแนวโน้มว่าราคาข้าวจะปรับขึ้นอีก 10 บาท

ภาพล้อเลียน การโต้ตอบ ปัญหาสินค้าราคาแพง ที่มาภาพ : httptalk.mthai.comtopic335143
ภาพล้อเลียนการโต้ตอบปัญหาสินค้าราคาแพง ที่มาภาพ : httptalk.mthai.comtopic335143

กรณีนี้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ชี้แจงผ่านรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” ว่า ปัญหาราคาสินค้าแพง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในปลายปีที่ผ่านมา ทำให้กำลังการผลิตสินค้าบางประเภทยังไม่กลับมาสู่ระดับปกติ จึงทำให้ความต้องการสินค้ามีมากกว่ากำลังการผลิต โดยตั้งความหวังว่า ประมาณเดือนมิถุนายนนี้ แต่ละโรงงานที่ถูกน้ำท่วมจะสามารถกลับมาเดินเครื่องผลิตสินค้าได้เต็มที่ แต่คำชี้แจงกลับทำให้ถูกมองว่ารัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ และโยนความผิดให้ “มหาอุทกภัย” แทน

สำหรับเรื่องนี้ เป็นปัญหาที่รัฐบาลควรเร่งแก้ไข เพราะเป็นเรื่องที่กระทบทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนตาดำๆ ที่แม้จะมีบางกลุ่มได้ปรับเงินเดือนและค่าแรงขั้นต่ำไปแล้ว แต่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคกลับสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้การขึ้นเงินเดือนแทบไม่มีความหมายอะไร นี่ยังไม่นับรวมมนุษย์เงินเดือนภาคเอกชน ที่ไม่สามารถปรับฐานเงินเดือนให้สูงขึ้นได้ ทำให้ยังมองอนาคตประเทศไทยไม่ออกเลยว่าจะเดินไปทิศทางใด กับค่าครองชีพที่มีแต่สูงขึ้นอย่างทุกวันนี้

“การโยนความผิดให้มหาอุทกภัยน่าจะไม่ถูกต้อง จังหวัดที่โดนน้ำท่วมและเกษตรกรมีอาชีพปลูกมะนาวเป็นจำนวนมากมีแค่สองจังหวัดคือนครสวรรค์กับพิจิตร จังหวัดในภูมิภาคอื่นก็ปลูก ของแพงน่าจะมาจากปัจจัยอื่น ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารการจัดการของรัฐบาลมากกว่า”

“ค่าแรง 300 บาท โรงงานจ้างคนไทยออก พวกซับไม่ต้องพูดถึง เอาแรงงานพม่ามาเต็ม แต่ข้าวของมันแพงไปแล้วทำไงดีล่ะคนไทย”

“ขณะนี้กำลังติดตามสถานการณ์ คิดว่าน่าจะเอาอยู่ ไม่แพงไปกว่านี้แล้ว ให้ช่วยกันประหยัดไม่ต้องใช้ต้องกินรับรองราคาสินค้าถูกลงแน่นอน”

“ผมไม่เห็นว่ามันแพงเกินไปหรอกครับ แค่มะนาวแพง ไข่มาร์คลูกเท่าไรกันครับ แต่ยุคคุณปูยังลูกละ 3 บาทกว่าเบอร์ 2 นะครับ ปลาที่บ้านผมยังกิโลละ 70-80 บาทนะครับ ตัวละกิโลเลย ถ้าตัวเล็กก็ 50 บาท กิโลเดียวกินได้เกือบอาทิตย์ หมูบนห้างเขาลดเหลือกิโลละ 49 บาท ซื้อมา 3 โลยังกินไม่หมดเลย ทั้งผัด ทอด ทำเนื้อแห้ง ไม่เห็นว่าจะแพงที่ไหนเลยครับ เดือนหนึ่งทั้งครอบครัวไม่เห็นเกิน 3,000 บาท และก็ไม่ได้ประหยัดกินด้วยนะครับ เขาเรียกว่ากินอย่างพอเพียง เชื่อไหมครับว่าปลาทูเข่ง 30 บาท กับผัก 10 บาท (ถั่วฝักยาว แตงกวา) ทำน้ำพริกกะปิก็กินทั้งครอบครัวแล้ว แถมไข่เจียวสองฟองตกไปไม่ถึง 50 บาทนะครับ”

“มีปัญหาทีไร ผู้บริหารประเทศโยนความผิดให้กันตลอด แทนที่จะหาวิธีแก้ไข กลับมาทะเลาะกัน ว่าตอนคนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ เห็นทะเลาะกันอยู่ในสภาตลอด ปวดหัว”

เรื่องสุดท้ายของสัปดาห์นี้ เรื่องที่ห้า เป็นเรื่องราวการสืบหาสาเหตุการเสียชีวิตของราชินีเพลงป็อบชื่อดังก้องโลก “วิตนีย์ ฮิวสตัน” ที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยวัย 48 ปี โดยล่าสุดผลชันสูตรศพยืนยันว่า วิตนีย์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุการจมน้ำ เนื่องมาจากผลกระทบของ “โรคหัวใจและการใช้โคเคน”

โดยเจ้าหน้าที่เปิดเผยรายงานผลการชันสูตรทางพิษวิทยา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม 2555 ต่อกรณีการเสียชีวิตของ วิตนีย์ ฮิวสตัน ระบุว่า จากการตรวจพิสูจน์ พบร่องรอยของการเสพกัญชา มีสารโคเคนและการใช้ยาซาแนกซ์ ที่ช่วยบำบัดอาการซึมเศร้าและช่วยให้นอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ ไซโคลเบนซาปรีน หรือ เฟล็กซิริล และไดเฟนไฮดรามีน ซึ่งเป็นยาแก้แพ้ชนิดหนึ่ง ที่พบในยาแก้ไอ เบนาดริล ที่สามารหาซื้อได้ทั่วไป ซึ่งรายงานการชันสูตรฉบับเต็มนี้ จะถูกเปิดเผยภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า

Whitney Houston  ที่มาภาพ : httplookkaew.showded.comtagwhitney-houston
Whitney Houston ที่มาภาพ : httplookkaew.showded.comtagwhitney-houston

“ต่อไปนี้ จะจดจำได้แต่เสียงร้องเท่านั้น ส่วนพฤติกรรมไม่น่าเอาอย่าง ยาเสพติดกับนักร้องนี้ หนีกันไม่ค่อยพ้นเลย เดี๋ยวก็พี่เสก มาที่วิตนีย์อีก เฮ้อ….”

“ต่อให้ดังมีชื่อเสียง มีหน้ามีตาในสังคมแค่ไหนก็หนีความตายไม่พ้นซักคน ตอนนี้ดวงจิตเธออยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ยิ่งมาเสียชีวิตด้วยยาเสพติดอีก”

“การเป็น ซุปตาร์เนี่ยลำบากกว่าที่คิดนะ ลำบากต้องเสพยาอีก ใช่มั้ยล่ะครับ ขนาดซุปตาร์ระดับโลกยังต้องเสพ เพราะฉะนั้นเราไม่ควรโทษพี่เสก เพราะพี่เขาเป็นศิลปินเขาต้องใช้มันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว”

“ไม่รู้จะว่าไงดี แต่เท่าที่ทราบกันอยู่ เป็นดารา ศิลปินแล้ว ทำไมต้องเสพยา มันเป็นวัฒนธรรมในหมู่ดาราหรือยังไงไม่ทราบได้ ไอดอลเสพยา แล้วเยาวชนจะทำไง”

“ตอนเสียชีวิต มีแต่คนนึกถึงและเสียดายคนที่มีคุณภาพ แต่พอมาชันสูตรพบว่ามีเรื่องยา กลายเป็นอีกเรื่องนึกเลย”