“พล.อ.อ.สุกำพล-ผบ.เหล่าทัพ” โผทหารกลางปีชี้วัดทิศทางกองทัพ–แก้วรอวันแตก!

"บิ๊กโอ๋" พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม รับตำแหน่ง
เมื่อวันที่ 24 มกราคม 255 กระทรวงกลาโหมจัดพิธีต้อนรับ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ในการเข้าทำงานอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดพิธีเทิดเกียรติแสดงความยินดีให้ พล.อ.ยุทธศํกดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี มีกองทหารเกียรติยศผสม ณ ลานเอกนประสงค์ โดยมี พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม และ ผบ.เหล่าทัพนายทหารระดับสูงเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

บรรยากาศในวันตอนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่
บรรยากาศในวันตอนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2555 กระทรวงกลาโหมจัดพิธีต้อนรับ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ในการเข้าทำงานอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดพิธีเทิดเกียรติแสดงความยินดีให้ พล.อ.ยุทธศํกดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี มีกองทหารเกียรติยศผสม ณ ลานเอกนประสงค์ โดยมี พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม และ ผบ.เหล่าทัพนายทหารระดับสูงเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง”

ถึงแม้จะผ่านไปเพียงครึ่งเดือน แต่การทำหน้าที่ในตำแหน่ง “รมว.กลาโหม” ของ “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต ดูเหมือนจะไม่ราบรื่นตามที่ “คอการเมือง” คาดการณ์ไว้

โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง “รมว.กลาโหม” กับ “น้องๆ เหล่าทัพ” ที่ออกงานสามัคคีร่วมกันอย่างเป็นทางการนั้นแทบไม่มีเลยนับตั้งแต่งานต้อนรับ “รมว.กลาโหม” คนใหม่อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงงานล่าสุด งานวันทหารผ่านศึก ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ งานประชุมแก้ปัญหายาเสพติด ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

ซึ่งงานหลังเป็นงานใหญ่ของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด ต้องเรียกระดมผู้ว่าราชการ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และบิ๊กตำรวจเข้ารับฟัง แต่กลับไร้เงา “ผบ.เหล่าทัพ” ส่งเพียงตัวแทนเข้าร่วมงานเท่านั้น ปล่อยให้ พล.อ.อ.สุกำพล กับ “บิ๊กเปี๊ยก” พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ออกหน้ารับงาน 2 คน

โดยเฉพาะ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ที่หากไม่จำเป็นจะพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับ พล.อ.อ.สุกำพล เพราะด้วยตัวตนของ “รมว.กลาโหม” คนนี้ เป็นทหารสายเหยี่ยว ห้าว ไม่กลัวใคร ที่แบกความในใจที่เจ็บลึกอยู่เต็มบ่า

ส่วนทาง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่กลัวใครเช่นเดียวกัน เป็นทหารจุดเดือดต่ำ ดังนั้น หากเลี่ยงได้ก็เลี่ยง ดีกว่าพบกันบ่อยๆ อาจมีอาการหลุดแสดงความไม่พอใจได้ ถึงแม้ต่างคนต่างจะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่แฮปปี้ต่อกันก็ตาม ประกอบกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ก็ไม่ค่อยจะสู้ดีอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

ยิ่งสถานการณ์การเมืองในวันนี้ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ค่อยสบอารมณ์ “รัฐบาล” เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มคณะนิติราษฎร์ ที่ต้องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องแสดงความคิดเห็นคัดค้านหรือตอบโต้แบบมีอารมณ์หลายครั้ง เพราะไม่ต้องการให้ใครดึงสถาบันมาลงมาเพราะหวังผลประโยชน์ทางใดทางหนึ่ง

“การปฏิบัติบังคับใช้ มาตรา 112 นั้นมีคณะกรรมการถึง 2 ระดับ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการเอากฎหมายฉบับนี้มาแกล้งผู้หนึ่งผู้ใด ถ้าไม่มีการละเมิด ก็ไม่มีการดำเนินคดี คำพูดนี้ต้องชัดเจน เพราะฉะนั้นอย่างเอาเรื่องมาตรา 112 มาเคลื่อนไหวทำให้เกิดความวุ่นวาย สับสน อลหม่าน และสังคมก็ต้องไม่ให้เกิดเหตุนี้ขึ้นมา เพราะจะกลายเป็นข้อขัดแย้ง และเอาพระองค์ท่าน สถาบัน มาเป็นสาเหตุอีก ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมาย ไม่ควรจะต้องไปแก้ไขอะไรกันในเวลานี้” พล.อ.ประยุทธ์ยืนยัน

เพราะเป็นที่รู้กันว่า ตลอดเส้นทางการรับราชการทหาร พล.อ.ประยุทธ์ ยืดอกภาคภูมิใจในความเป็น “ทหารเสือราชินี” หัวใจสีม่วง เพราะเคยเป็นทั้งผู้บังคับกองพันและผู้บังคับการกรมทหาราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ค่ายนวมินทราชินี มีอุดมการณ์ที่ชัดเจนในเรื่อง “สถาบัน” มีเลือดสีน้ำเงินแห่งความจงรักภักดีที่เต็มไปด้วยความซื่อสัตย์

แต่ในเรื่องนี้ “รัฐบาล” กลับไม่มีนโยบายที่ชัดเจน ห้ามปราม หรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง จนวันนี้มีคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) และกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนเข้าร่วมสมทบ และขยายผลจนกลายเป็นวงกว้างในสังคมไปแล้ว โดยไม่มีวี่แววจะยุติลง

ดังนั้น บรรดาแม่ทัพนายกองที่คุมกำลังทั้งหลาย ต่างถอนหายใจเมื่อพูดถึงสถานการณ์การเมือง ณ เวลานี้ ทั้งต่างพากันสายหน้าและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นห่วงสถานการณ์ หวั่นเรื่อง ม.112 จะลุกลามบานปลาย

จนเป็นเหตุให้ต้องถือปืนขับรถถังออกจากกรมกองอีกครั้ง!!!

พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

รวมถึงตัว พล.อ.อ.สุกำพล ยังไม่เคยแสดงบทบาท “ลูกพี่ใหญ่” แห่งกองทัพไทยในการปกป้องสถาบันให้ชัดเจน เฉกเช่น “ขุนศึก” กองทัพในปัจจุบัน รวมถึงการมาของ พล.อ.อ.สุกำพล ก็ไม่เป็นที่ประทับใจบรรดา “บิ๊กกองทัพ” เท่าไรนัก ผิดกับสมัย “บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ยุทธศํกดิ์ ศศิประภา อดีตรมว.กลาโหมที่ช่วงแรก “เหล่าทหารหาญ” ต่างสงสัยในตัว พล.อ.ยุทธศักดิ์ จะเข้ามาทำอะไรต่อกองทัพ แต่เมื่อทำงานด้วยแล้วนั้น พล.อ.ยุทธศักดิ์
เห็นเลือดทหารข้นกว่าฝ่ายการเมือง ปล่อยให้น้องๆทำงาน หาก “บิ๊กทหาร” คนใดกำลังจะมีภัยจากฝ่ายการเมือง
จะรีบยกหูเตือนทุกครั้ง ทำให้กลายเป็นที่รักของน้องๆ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระว่างรัฐบาลกับทหารเริ่มสมานรอยร้าว แต่ความสันพันธ์ที่ดีก็จบลงไปพร้อมกับการจากไปของ พล.อ.ยุทธศักดิ์

อีกทั้ง “บิ๊กกองทัพ” รู้ดีว่า การมาเป็นเสนาบดีนั้นมีใบสั่งจาก “นายใหญ่” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ให้ พล.อ.อ.สุกำพล เพื่อนรัก (ตท.10) มาจับตาความเคลื่อนไหวกองทัพ เพราะเป็นองค์กรเดียวที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ และรอจังหวะเตรียมผลักดันแก้ไข พ.ร.บ.การจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม ปี 2551 เพื่อเปิดทางการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมต่อการแต่งตั้งนายทหาร รวมถึงสแกนดูโผโยกย้ายนายทหารเพื่อป้องกัน “กองทัพ” วางทายาทสืบอำนาจอีกต่อไป

ภายหลัง พล.อ.อ.สุกำพล เข้ามาทำงานได้สั่งให้ “ผบ.เหล่าทัพ” จัดทำบัญชีรายชื่อการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารกลางปี (เม.ย.) และส่งมาให้ดูก่อนวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ ในส่วนรายชื่อสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.เสถียร ได้ส่งไปถึงมือ พล.อ.อ.สุกำพล เรียบร้อยแล้ว

ส่วนภายในสัปดาห์นี้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ., “บิ๊กหรุ่น” พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร. และ “บิ๊กเฟื่อง” พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. จะส่งโผทั้งหมดไปให้ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. เพื่อรวบรวมก่อนส่งมายังกระทรวงกลาโหม

โดยโผกลางปีนี้จะไม่หวือหวาเหมือนโผในเดือนตุลาคมที่ “บิ๊กกองทัพ” จะทยอยเกษียณอายุราชการ เพียงแต่เป็นการวางหมากหรือปรับแต่งตำแหน่งก่อนทะยานสูงสู่เก้าอี้สำคัญในกองทัพ ซึ่งไฮไลต์โผนี้อยู่ที่ พล.อ.อ.อิทธพร ที่ก่อนหน้านี้ ตกเป็นเป้าจะโดนเชือดในโผกลางปีนี้ ด้วยข้อหาบกพร่องต่อหน้าที่ทำให้สนามบินดอนเมืองกองทัพอากาศจมบาดาล จนทำให้ “แม่ทัพฟ้า” ต้องให้ลูกน้องเก็บภาพทุกช็อตทุกมุมที่มีน้ำทะลักเข้ามายังทุ่งดอนเมือง เพื่อใช้ต่อสู้หากมีกรณีปลดกลางอากาศขึ้น

แต่เมื่อกระแสเลื่อยขาเก้าอี้ได้ซาลงไปมากแล้ว และที่สำคัญ พล.อ.อ.สุกำพล มองว่า “แม่ทัพฟ้า” คนนี้เป็นน้อง ไม่ใช่ศัตรูโดยตรงที่ทำให้เก้าอี้ “ผบ.ทอ.” ของเขาต้องหลุดลอยไป จึงปล่อยให้ พล.อ.อ.อิทธพร อยู่จนเกษียณอายุราชการเดือนตุลาคม 2555

แต่สำหรับอนาคตของ “บิ๊กจิน” พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง (ตท.13) ผู้ช่วยผบ.ทอ. เด็กสายตรง พล.อ.อ.อิทธพร แคนดิเดตเบอร์ 1 เก้าอี้ “ผบ.ทอ.” ที่นอนมาแบบไร้คู่แข่ง กลับชักเริ่มไม่แน่นอนเสียแล้ว เพราะขัดกับนโยบายสลายการวางทายาทสืบทอดอำนาจ จึงทำให้ “บิ๊กหนู” พล.อ.อ.บุญยฤทธิ์ เกิดสุข (ตท.11) รองผบ.สส. อาจได้ส้มหล่น ย้ายข้ามห้วยกลับมานั่งเป็น ผบ.ทอ. คนใหม่แทน พล.อ.อ.ประจิน ซึ่งบรรดาคนในกองทัพเริ่มพูดเรื่องนี้กันหนาหูแล้ว ส่งผลให้กองทัพ “จับตา” การตรวจสอบรายชื่อโผทหารของ พล.อ.อ.สุกำพล ว่าจะไฟเขียวเซย์เยสแค่ไหน เพราะต้องมีการเขย่าและตีกลับไปให้แต่ละเหล่าทัพแก้ไขอีกครั้งสองครั้งเพื่อให้สะเด็ดน้ำอย่างแน่นอน

ยังไม่รวมรายการ “เด็กฝาก” เจ้านายอีก กว่าจะลงตัวอาจเลยเถิดไปถึงปลายเดือนเมษายนด้วยซ้ำ ท่ามกลางความสัมพันธ์รอยร้าวในอดีตที่เหมือนแก้รอวันแตก ทำให้ “โผทหารกลางปี” กลายเป็นบทพิสูจน์ท่าทีชี้วัดรัฐบาลของนายใหญ่ พล.อ.อ.สุกำพล จะเลือกเล่นบทใด จะเดินหน้าล้างบาง “กองทัพ” ทีเดียว หรือค่อยๆ ล้าง โปรดติดตามชม…