บอร์ด สกสค. นัดพิเศษ สั่งย้าย “สันติภาพ อินทรพัฒน์” พร้อมตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง

น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

จากที่สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้านำเสนอข่าวการจัดซื้อจัดจ้างของ “องค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา” (สกสค.) โดยใช้วิธีพิเศษมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรณีของการขายที่ดินของ สกสค. จังหวัดสุราษฎร์ธานี (อ่าน”โฉนดที่ดิน สกสค. 48 ไร่ที่สุราษฎร์ฯ ล่องหน บอร์ดสกสค.บี้ “ผู้อำนวยการองค์การค้าฯ” คืนภายใน 3 ก.พ. นี้”) และกรณีการแต่งตั้งผู้ประสานการขายเข้าไปติดต่อขายสินค้าให้กับ ”ครอบครัวข่าว 3” (อ่าน “ช่อง 3 แจงสั่งซื้อตรงจากองค์การค้าของ สกสค. ไม่ผ่านนายหน้า รมช.ศึกษา ชี้ หากมีมูลชงดีเอสไอ-ปปช.-ปปง.สอบต่อ”)

ล่าสุด วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 13.30 น. น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธาน สกสค. เรียกประชุมคณะกรรมการ สกสค. นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาข้อเรียกร้องสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา ให้ทำการตรวจสอบการบริหารของนายสันติภาพ อินทรพัฒน์ ผู้อำนวยการองค์การค้า สกสค. ในหลายประเด็น ซึ่งขัดหลักธรรมมาภิบาล

ภายหลังจากประชุมคณะกรรมการ สกสค. น.ส.ศศิธาราเปิดเผยว่า ผลการประชุมมีมติให้ย้ายนายสันติภาพ อินทรพัฒน์ ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การค้า สกสค. และแต่งตั้งในนายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการ สกสค. เป็นรักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. พร้อมกับแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารงานของนายสันติภาพหลายประเด็น โดยเฉพาะกรณีขายที่ดินของ สกสค. โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ สกสค. และเรื่องการแต่งตั้งบุคคลในครอบครัวเป็นผู้ประสานการขายเข้าไปติดต่อขายสินค้าให้กับ “ครอบครัวข่าว 3”

คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดนี้ประกอบไปด้วย นายดนัย มหิพันธ์ รองเลขาธิการ สกสค. เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบฯ ส่วนกรรมการประกอบด้วย นิติกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), ที่ปรึกษากฏหมายของสกสค. และ ดร.สุมิตรา จูศิริวงศ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ สกสค. ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 เมษายน 2555 และให้รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการด้วย

“การประชุมบอร์ดนัดพิเศษครั้งนี้ ได้เชิญนายสันติภาพและนายอารีย์ สืบวงศ์ ประธานสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา มาชี้แจงต่อที่ประชุม เมื่อบอร์ดได้รับฟังความคิดเห็นจากทั้ง 2 ฝ่าย และพิจารณาประเด็นข้อกฏหมายอย่างรอบคอบแล้ว บอร์ดจึงมีมติให้ย้ายนายสันติภาพออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการของ สกสค. ชั่วคราว และให้มาช่วยราชการที่ สกสค. ตามระบบราชการ จากนั้นก็ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบข้อเท็จจริง ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย ณ ขณะนี้ ยังไม่ถือว่านายสันติภาพมีความผิด คงต้องรอผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงก่อน” น.ส.ศศิธารากล่าว

น.ส.ศศิธารากล่าวต่อว่า ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 9.00 น. ตนพร้อมกับนายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รักษาการผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จะไปปหารือเพื่อทำความเข้าใจกับสหภาพฯ และพนักงานที่โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว เพื่อทำความเข้าใจ คาดว่าจะใช้เวลา 1 ชั่วโมง ให้นายสันติภาพและนายอารีย์ขึ้นมาเล่าให้ฟังถึงปัญหาขององค์กกรต่อหน้าพนักงาน ซึ่งปัญหาทั้งหมดเท่าที่ตนได้รับทราบน่าจะแบ่งได้ 4 กลุ่มใหญ่ อาทิ กลุ่มที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม, กลุ่มที่รู้สึกว่ามีเรื่องทุจริตเกิดขึ้นในองค์กร และกลุ่มที่เรียกร้องเรื่องของสวัสดิภาพหรือสวัสดิการ เป็นต้น และเมื่อรับฟังปัญหาต่างๆเสร็จ ตนก็อยากจะขอความเห็นจากพนักงาน หากกระทรวงศึกษาธิการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับองค์การค้าของสกสค.ได้แล้ว ทางพนักงานจะทำอะไรให้กับองค์กรได้บ้าง เพื่อให้องค์กรสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

“ดิฉันเพิ่งมารับตำแหน่งประธานบอร์ดของ สกสค. ก็เจอแต่ปัญหา ดังนั้นก็ต้องแก้ปัญหาให้จบเสียก่อน จากนั้นมาตกลงกันว่า เราจะมาร่วมมือกันแก้ปัญหาและองค์กรแห่งนี้จะเดินต่อไปข้างหน้าในทิศทางใด ซึ่งต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนภายใน 2 เดือนข้างหน้านี้ เพราะโรงเรียนกำลังจะเปิดเทอมในเดือนพฤษภาคม 2555 องค์การค้าของ สกสค. ต้องเร่งพิมพ์ตำราเรียนให้เสร็จ” น.ส.ศศิธารา กล่าว

นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ ผู้อำนวยการ องค์การค้าของ สกสค.
นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ ผู้อำนวยการ องค์การค้าของสกสค.

ด้านนายสันติภาพ อินทรพัฒน์ ผู้อำนวยการองค์การค้า สกสค. กล่าวว่า “ที่ประชุมบอร์ดมีมติออกมาอย่างไรผมก็ต้องยอมรับ แต่อย่าลืมว่าผมปฎิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้าง ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการ หากจะเลิกจ้างผมจะมีอยู่ 2 เหตุผลใหญ่ๆ คือ ทุจริตอย่างร้ายแรงหรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตั้งแต่ผมเข้ามาบริหารงานที่นี่ ผมมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ จากยอดขายก่อนที่ผมเข้ามาแค่ 1,900 ล้านบาท เมื่อผมเข้ามาบริหารยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 2,700 ล้านบาท หนี้สินที่ติดอยู่กับธนาคารลดลง ก่อนผมเข้ามาอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท ตอนนี้เหลือหนี้แค่ 1,200 ล้านบาท ค่าจ้างบริษัทเอกชนมาช่วยพิมพ์หนังสือ ค่าสั่งซื้อกระดาษพิมพ์ ผมเคลียร์หมด ไม่มีการติดค้างชำระหนี้ นอกจากนี้ ผมยังหาเงินมาจ่ายค่าบำเหน็จให้กับพนักงานที่เกษียณของปี 2552 และปี 2553 ผมจ่ายไปหมด และปิดบัญชีไปแล้ว เหลือแต่ปี 2554 เพิ่งจะอนุมัติจ่ายไป 30 ล้านบาท จะเอาอย่างไรกับผม”

นายสันติภาพกล่าวต่อว่า “พนักงานขององค์การค้ามีมากกว่า 1,600 คน คนส่วนใหญ่กว่า 1,000 คน ยังทำงานกันปกติ พนักงานขับรถก็ยังทำงานขนหนังสือไปให้ลูกค้า มีที่ประท้วงแค่ 200 คน ผมจึงบอกกับเพื่อนพนักงานว่าใครใคร่หยุดก็หยุด ใครใคร่ทำงานก็ทำ อนาคตที่นี่คือหม้อข้าวของพวกท่าน ท่านอยากทำอะไรเป็นเรื่องของท่าน ผมไม่ขัดขวาง ผมไม่เกี่ยว และที่มากล่าวหาผมว่าทุจริต เพราะผมดำเนินคดีอาญากับพนักงานบางคนไป 2 เรื่อง ซึ่งศาลอาญาก็ประทับรับฟ้องเพราะคดีมีมูล ส่วนพวกที่มาประท้วงกล่าวหาผม ผมถือว่าเป็นคนวิตกจริต ผมไม่ได้เครียด ว่ากันไปตามสบาย ผมไม่ได้ชั่วอย่างนั้น ผมจึงไม่สะทกสะท้าน”

นายสันติภาพกล่าวย้ำว่า ส่วนเรื่องการย้ายก็ต้องมีเหตุผล รวมทั้งการประเมินผลงาน ก็ประเมินผลงานย้อนหลังกันเป็นปี ไม่ใช่ประเมินแค่ 1-2 เดือน ระหว่างที่มีการตรวจสอบ ตนทำงานที่นี่มาเป็นปี ต้องมาดูผลงาน

พร้อมเล่าถึงผลงานว่า “ก่อนผมเข้ามาเศษกระดาษ เศษขยะที่นี่ พนักงานเอาไปขายได้เดือนละ 2 แสนบาท พอผมเข้ามาบริหารกลายเป็นเดือนละ 2 ล้านบาท ทำไม เพราะผมนิมนต์พนักงานเหล่านี้ออกไปเยอะมาก คนคุมเรื่องขายวัสดุ ขายเศษกระดาษ เล่นกันทั้งราคา น้ำหนัก และปริมาณ ราคาเศษกระดาษที่ขายมีตั้งแต่ราคากิโลกรัมละ 5 บาท, 7 บาท, 12 บาท และ 16 บาท แต่ลงบัญชีราคาเดียวกิโลกรัมละ 5.50 บาท นี่คือตัวอย่าง” นายสันติภาพกล่าว