ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียรอบสัปดาห์ – ภาพจาก Sky Report ปมด้อยน้อยธรรมชาติ

18 กุมภาพันธ์ 2012

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 12 – 18 ก.พ. 2555

เรื่องแรก ช็อคกันตั้งแต่ต้นสัปดาห์กับข่าวการจากไปของราชินีเพลงป็อปชื่อดัง “วิตนีย์ ฮิวสตัน” นักร้องสาวเสียงคุณภาพ และดาราเจ้าบทบาทสัญชาติอเมริกัน ที่เสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยวัย 48 ปี ที่โรงแรมเบเวอร์ลี่ฮิลตัน ก่อนขึ้นแสดงในงานประกาศผลรางวัลแกรมมี่ โดยเมื่อวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบสภาพเธอหมดสติอยู่ในอ่างอาบน้ำแต่ไม่สามารถช่วยชีวิตได้ทัน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังวิเคราะห์หาสาเหตุของการเสียชีวิตอยู่

วิตนีย์ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักร้องที่มีน้ำเสียงทรงพลังที่สุด ด้วยยอดขายซีดีกว่า 170 ล้านแผ่นทั่วโลก แต่ถึงแม้จะมีชื่อเสียงและเงินทองมากมาย แต่ชีวิตไม่ได้รอดพ้นจากความทุกข์ โดยระยะหลัง วิตนีย์ต้องต่อสู้อย่างหนักกับปัญหาการฟ้องร้องเรื่องทรัพย์สิน และปัญหาชีวิตส่วนตัวอย่างมากมาย

วิตนีย์ ฮิวสตัน ที่มาภาพ : http://i2.cdn.turner.com/cnn/dam/assets/120212034044-2007-whitney-houston-album-cover-story-top.jpg

วิตนีย์ ฮิวสตัน ที่มาภาพ : http://i2.cdn.turner.com/cnn/dam/assets/120212034044-2007-whitney-houston-album-cover-story-top.jpg

อนึ่ง มีรายงานว่า ก่อนเสียชีวิตราว 1 ชั่วโมง วิตนีย์ทานยาบางตัวที่ซื้อตามใบสั่งแพทย์จากร้านขายยา “มิกกี้ ไฟน์” เจ้าของเดียวกับอดีตราชาเพลงป็อป “ไมเคิล แจ็กสัน” ซึ่งตามใบสั่งแพทย์มียา อาทิ “ไอบูโปรเฟน” หรือยาบรรเทาอาการปวด, “ซาแน็กซ์” ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ – คลายเครียด, “มิดอล” ยาบรรเทาปวดประจำเดือน, “อะม็อกซี่ซิลิน” ยาฆ่าเชื้อ และยาอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะยืนยันว่าพบร่างไร้วิญญาณของวิตนีย์จมอยู่ในอ่างอาบน้ำ แต่นั่นก็อาจจะยังไม่ใช่สาเหตุการตายที่แท้จริง ทั้งนี้ ยังคงต้องรอคอยผลการชันสูตรต่อไป ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการวินิจฉัยนานถึง 8 สัปดาห์

แน่นอนว่าการจากไปของคนที่มีชื่อเสียงระดับโลกเช่นนี้ เหล่าบรรดาแฟนคลับต้องมีการแสดงความคิดเห็นและไว้อาลัยกันเป็นจำนวนมาก เพราะที่ผ่านมา มีคนดังระดับโลกจากไปก่อนไว้อันควรโดยไม่ทราบสาเหตุอยู่หลายคน อาทิ เอมี่ ไวน์เฮาส์, ไมเคิล แจ็กสัน, เดวิด คาร์ราดีน, ฮีธ เลดเจอร์, แอนนา นิโคล สมิธ, มาริรีน มอนโร, เอลวิส เพรสลีย์, บรู๊ซ ลี

“เท่าที่ผ่านมา ทำไมคนดังระดับโลกถึงเสียชีวิตเร็วก่อนวัยอันควร และไม่ทราบสาเหตุกันเยอะจัง เสียดายคนเก่งๆ มีความสามารถ ขอให้ Whitney Houston ไปสู่สุคติ R.I.P.”

“อาจจะไม่ใช่เรื่องยาก็ได้ อย่าพึ่งฟันธง คงต้องรอเจ้าหน้าที่ทำงานตรวจสอบก่อน”

“คุณคือคนที่สุดยอดของโลกนี้คนนึง บทเพลงของคุณไม่มีวันตายแน่นอน คุณเป็นอมตะ ขอให้ไปสู่สุขคติตลอดกาล”

“เกรงว่า จะเป็นยาลดความอ้วนหรือเปล่า เหมือน Capenter ”

“ถึงคุณจะจากไป บทเพลงของคุณยังอยู่ในใจเสมอ i love you.”

“ช่างน่าเสียดาย นักร้องคุณภาพอีกคน บทเพลงของคุณจะถูกจดจำไปตลอดกาล ไปสู่สุขคตินะคะ”

เรื่องที่สอง กลายเป็นวาเลนไทน์เลือดไปแล้ว กับเหตุระเบิดกลางซอยสุขุมวิท 71 บริเวณหน้าโรงเรียนเกษมพิทยา ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายราย โดยเหตุเกิดเมื่อช่วงบ่ายของวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีชาวอิหร่านอย่างน้อย 3 คน เกี่ยวข้อง คนหนึ่งถูกระเบิดของตนเองจนขาขาดเพราะขว้างไม่พ้นตัว คนที่สองถูกจับก่อนขึ้นเครื่องบินไปมาเลเซียที่สนามบินสุวรรณภูมิ คนที่สามซึ่งหลบหนีไปได้ถูกทางการมาเลเซียจับกุม แต่อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์กันว่า ผู้ต้องหาชาวอิหร่านไม่มีคุณสมบัติเป็น “ผู้ก่อการร้าย” และไม่เชี่ยวชาญเพียงพอจนเป็นเหตุให้เกิดระเบิดพลาดได้

เพราะพฤติกรรมของคนร้ายเหล่านี้คือ ไม่มีการวางแผนปฏิบัติการ มีความใจร้อน ไม่มีการอำพรางตัว จึงไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นกลุ่มก่อการร้าย แต่อาจจะเป็นกลุ่มนักเลงที่มีการครอบครองระเบิด อีกทั้งอานุภาพของระเบิดไม่ร้ายแรงพอที่จะทำลายสถานที่ใดๆ จึงไม่มีการเชื่อมโยงกับเหตุวินาศกรรมในต่างประเทศ

ทางกระทรวงการต่างประเทศได้เชิญคณะทูตานุทูต 45 ประเทศ กับ 2 องค์กรระหว่างประเทศ รวม 53 คน เข้ารับฟังข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ วัตถุประสงค์เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของคนต่างชาติ เพราะทั้งหมดนี้ นอกจากกระทบความมั่นคงของไทยแล้วยังกระทบการท่องเที่ยวอีกด้วย เนื่องจากเหตุระเบิดรับวันวาเลนไทน์ที่มีชาวอิหร่านเป็นผู้ก่อเหตุนี้มิใช่เรื่องธรรมดา แต่เกิดหลังจากเหตุระเบิดในจอร์เจียและอินเดียเพียงวันเดียวเท่านั้น

โดยหลังเหตุระเบิดเพียงไม่กี่ชั่วโมง ประเทศอังกฤษก็นำร่องประกาศเตือนพลเมืองของตัวเองเป็นประเทศแรก และยังกระจายพื้นที่อันตรายครอบคลุมหลายจังหวัดตั้งแต่ เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น อุบลราชธานี และอุดรธานี จากนั้นอีก 9 ประเทศ ก็ทยอยประกาศเตือนพลเมืองของตัวเองว่า “ให้ระวังไทยที่กลายเป็นดินแดนแห่งการก่อการร้ายไปเสียแล้ว”

“ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสได้ไปนั่งฟังการบรรยายการเรื่อง “การก่อการร้าย” สิ่งที่ผู้บรรยายบอกเสมอว่ากลุ่มคนเหล่านี้ล้วนถูกฝึกมาอย่างดี ทั้งเรื่องการใช้อาวุธปืน ระเบิด มีความอดทน และมีทักษะการควบคุมอารมณ์เป็นเยื่ยมอีกด้วย เพราะเมื่อถูกจับได้คนพวกนี้จะไม่พูดอะไรเลย ต่อให้ทรมานมากแค่ไหนก็ตาม และการทำงานของพวกเขานั้นเรียกได้ว่าไร้ร่องรอยให้ติดตาม แต่เท่าที่เห็น คนพวกนี้ทิ้งหลักฐานไว้เพียบ ทั้งเรื่องการเดินทาง ภาพถ่าย กล้องวงจรปิดจับภาพได้มากมาย แถมปาระเบิดใส่แท็กซี่ เพราะเรียกไม่จอดและยังทำระเบิดหลุดมืออีก ยังไงผมก็ว่ามันดูขัดๆ เพราะหากผู้ก่อการร้ายที่ถูกส่งมาปฏิบัติภารกิจนอกประเทศจริง มันต้องเก่งและมีความสามารถมากกว่านี้สิ แต่นี่มันง่ายเกินไป ง่ายจนหน้าสงสัย ไม่ได้ดูถูกตำรวจไทยหรอกน่ะครับ แต่มันขัดกับความรู้สึกและความเป็นจริงมากกว่า”

“ผู้ก่อการร้าย คือ ผู้ก่อเหตุเพื่อทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นวางระเบิด ทิ้งระเบิด ไล่ยิงด้วยอาวุธสงคราม ฯลฯ ผมขอถามครับว่า ประเทศไหนที่ยกกองทัพ ขนระเบิด อาวุธสงครามไปถล่ม ไปโยนทิ้งในประเทศอื่น จนผู้บริสุทธิต้องตายไปตั้งมากมาย และถ้าประเทศที่โดนถล่มนั้นคิดต่อสู้ ต่อต้านการรุกราน ก็จะยัดเยียดการเป็นประเทศผู้ก่อการร้ายให้ทันที ผมไม่ได้ปกป้องผู้ก่อการร้ายน่ะครับ แค่อยากให้รู้ว่า “คำว่าก่อการร้าย” มันไม่ได้เป็นคำที่เจาะจงว่าต้องเป็นประเทศใด หรือความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งเท่านั้น แต่มันหมายถึงทุกการกระทำที่ทำร้ายคนบริสุทธ์ครับ แค่ไม่อยากให้ตกเป็นเหยื่อของสื่อเท่านั้น”

“ดีใจที่มือระเบิดไม่เสียชีวิต จะได้รู้ถึงความเจ็บปวดที่ตัวเองก่อขึ้น อย่าให้ตายเชียวนะ จะได้รับรู้ความเจ็บปวดไปนานๆ”

เรื่องที่สาม เกิดเป็นกระแสขึ้น เมื่อมีมือดีโพสต์ภาพพระสงฆ์สวมจีวรโพสต์ท่าเฉิดฉายคล้ายนางแบบสวมชุดราตรีเดินแคทวอล์ค ภาพดังกล่าวถูกโพสต์ขึ้นเฟซบุ๊กของหลายๆ คน เกิดการแชร์ต่อๆ กันและมีการคอมเมนต์ถึงความไม่เหมาะสมอย่างมากมาย แต่ก็ยังไม่มีการระบุที่มาของภาพว่ามาจากที่ใด และใครเป็นคนโพสต์ รวมถึงบุคคลที่อยู่ในภาพนั้นเป็นพระสงฆ์จริงหรือไม่ เพราะภาพดังกล่าวถูกเซ็นเซอร์มาแล้ว

โดยก่อนหน้านี้ก็เคยมีภาพที่ไม่อาจระบุว่าเป็นพระหรือเณร สวมจีวรที่ดัดแปลงคล้ายชุดราตรีนั่งพับเพียบถ่ายรูป และภาพดังกล่าวก็เป็นที่ฮือฮามาแล้วเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังเคยมีภาพของพระแต่งหน้า ติดขนตาปลอม หลุดออกมาให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอีก ซึ่งตรงนี้ ทางกระทรวงวัฒนธรรมได้มีการประสานงานไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อดำเนินการต่อไปแล้ว ทั้งนี้ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นก่อน

ภาพพระที่เป็นประเด็น ที่มาภาพ : httpwww.springnewstv.tvnewstimely11841.html)

ภาพพระที่เป็นประเด็น ที่มาภาพ : httpwww.springnewstv.tvnewstimely11841.html)

อย่างไรก็ดี เมื่อมีภาพต่างๆ เหล่านี้หลุดออกมาอย่างแพร่หลายในอินเทอร์เน็ต คงเป็นคำถามที่สะท้อนสังคมได้ในส่วนหนึ่งว่า สังคมไทยกำลังป่วยอยู่หรือเปล่า หรือเราจะหนีความจริงเรื่องนี้ไม่พ้น ว่าวงการพระสงฆ์บ้านเราก็มีอะไรแบบนี้อยู่จริงๆ

“มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมแล้วนะ ทำไมไม่ยอมรับความจริงกัน เพื่อนเราคนนึงบวชมา 11 ปี ตอนนี้สึกออกมาเรียนมหาลัย เป็นตุ๊ดเต็มขั้นไปเลย อีกทั้งยังมีกลุ่มพระตุ๊ดของเค้าที่ยังไม่สึกออกมาอีกหลายคน อย่ามองว่าใครผิดใครถูกเลย ควรเอาเรื่องที่ศิลปะสะท้อนออกมาเพื่อมาพิจารณาปัญหาจริงในสังคม จะดีกว่าไหม”

“ดูๆ ไปก็เป็นรูปแฟชั่นที่ดูดีนะครับ ถ้าไม่เอาผ้าสีนี้มาใช้ ผมคิดว่าคงเป็นชาวต่างชาตินะครับ คงไม่ใช่คนไทยหรอก เพราะคนที่ทำแบบนี้และถ่ายรูปแบบนี้ไม่คูู่ควรจะเป็นคนไทย หรือเป็นชาวพุทธได้เลยจริงๆ น่าจะเป็นพวกต่างชาติประเทศด้่อยพัฒนามากกว่า แต่จะทำไปเพื่ออะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน”

“พวกจิตวิญญาณสูง ทำโดยไม่คำนึงความถูกผิดของศาสนามันบวกกับศิลปะไม่ได้เลย”

“ตอนพระอุปัชฌาย์ จะอนุญาตให้บวชมองไม่ออกเลยหรือไรหนอ ทำกันไปได้ ศาสนาเสื่อมศรัทธากันพอดี”

“ผมว่าถ้าคุณจะเอาดีด้านดีไซเนอร์ สึกออกมาเถอะ อย่าให้เสื่อมเสียผ้าเหลืองเลย”

“อย่างนี้ต้องโทษผู้ปกครองที่ให้เณรรูปนี้ให้บวช การบวชนี้เป็นสิ่งที่ต้องสมัครใจเอง แต่สังคมไทยเป็นแบบว่ามีลูกผู้ชายแล้วต้องบวช ไม่ยอมถามใจลูกจริงๆ ว่าพร้อมใจที่จะบวชหรือยัง แต่กลับเป็นการจ้างหรือบังคับลูกชาย กลายเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาทางอ้อม”

โรงฟอกหนัง บริเวณปากอ่าวไทย สมุทรปราการ  ที่มาภาพ :httpwww.facebook.compagesSKY-Report-CH3118856201469804sk=wall

โรงฟอกหนัง บริเวณปากอ่าวไทย สมุทรปราการ ที่มาภาพ : httpwww.facebook.compagesSKY-Report-CH3118856201469804sk=wall

เรื่องที่สี่ เป็นภาพที่มีการเผยให้เห็นถึงโรงฟอกหนัง บริเวณปากอ่าวไทย จังหวัดสมุทรปราการ ที่แอบปล่อยน้ำเสียลงทะเลแบบไม่กลัวใครเห็น โดยทีมข่าวสกาย รีพอร์ต จากไทยทีวีสีช่อง 3 นำภาพจากการบินเฮลิคอปเตอร์สำรวจพื้นที่ปากอ่าวไทย จังหวัดสมุทรปราการ มาโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก SKY Report CH3

ทั้งนี้ มีผู้คนจำนวนมากเข้ามากดถูกใจกับอัลบั้มภาพดังกล่าวเป็นหลักพัน พร้อมแสดงความเห็นกันอย่างมากมาย โดยหลายคนตั้งคำถามว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และ ส.ส. ที่อยู่ในพื้นที่ของโรงงานดังกล่าว เหตุใดจึงปล่อยให้มีการปล่อยน้ำเสียลงทะเลดังที่เห็นได้ชัดจากภาพมุมสูงอย่างนี้ โดยไม่มีการดำเนินการเอาผิดกับเจ้าของโรงงาน พร้อมทั้งแสดงความเป็นห่วงถึงสิ่งแวดล้อมที่จะถูกทำลายไปจากการกระทำดังกล่าวด้วย

แต่ก็ยังมีบางความคิดเห็นที่ออกมาโต้แย้งถึงภาพที่เห็น ว่าไม่ได้เป็นโรงงานฟอกหนัง โดยทางทีมงาน Sky Report ควรมีการตรวจสอบและลงรายละเอียดของภาพและที่ตั้งให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจที่ผิดพลาด และเสี่ยงต่อการเป็นประเด็นให้ถูกฟ้องร้องได้

“หน่วยงานราชการทื่เกี่ยวข้องต้องรีบดำเนินการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าคืออุดหรือหยุดการรั่วไหลของน้ำเสียเพราะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และระยะยาวต้องหามาตราการจัดการบำบัดน้ำเสียนี้ โดยรัฐหรือผู้ที่เกี่ยวข้องทำแผนป้องกันฉุนเฉินหากเกิดลักษณะนี้จะได้แก้ไขอย่างทันการณ์ ไม่ใช่ปล่อยให้ไหลลงแม่น้ำแบบนี้ ดูไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเลย”

“ทำไมเวลาเอาผิด เอาผิดแต่คนปล่อยละครับ จริงๆ ต้องเอาผิดคนตรวจด้วยสิ การแก้ปัญหาต้องแก้ทั้งระบบ ไม่ใช่แก้ที่คนผิดอย่างเดียวนะครับ”

“บริษัทออกจะใหญ่โต ทำไมไม่สร้างบ่อบำบัด คุณปล่อยน้ำเสียลงทะเลแล้วคุณก็กินของทะเล อร่อยไหมครับอยากรู้จังเลย”

“ดูจากรูปภาพ ไม่น่าใช่บ่อน้ำเสียของโรงงานฟอกหนังนะครับ ทาง Sky report ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนระบุชื่อโรงงาน เพราะจะทำให้โรงงานเสียชื่อเสียง ได้ และทาง Sky report จะขาดความน่าเชื่อถือไปด้วยนะครับ”

“ก่อนนำเสนอ สื่อควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนะคับ ไม่เช่นนั้น สื่ออาจะมีผลต่อชื่อเสียงและความเชื่อมันของประชาชนได้นะครับ”

“เขตประกอบการฟอกหนังลงทุนเป็นพันล้าน ในระบบบำบัดน้ำเสีย อีกอย่าง ที่ได้ตรวจสอบแผนที่แล้ว ไม่ใช่เขตประกอบการฟอกหนังนะครับ”

“น่าจะบอกว่า ที่ไหนนะคะ ขอที่อยู่ด้วย จะได้บอกให้เจ้าหน้าที่ ไปตรวจด่วน จะได้ไม่เสียชื่อกระทรวงอุตสาหกรรม”

เรื่องที่ห้า อย่างที่มีคนเคยบอกไว้ว่า ยิ่งอยู่สูงยิ่งมองเห็นปัญหาได้มากขึ้น การทำงานของ Sky report ช่อง 3 ทำให้เห็นภาพปัญหาต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้เยอะ ซึ่งอีกภาพที่ถูกถ่ายโดย Sky report ก็เกิดเป็นกระแสให้พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง โดยภาพนี้เป็นภาพทางตอนใต้ของเกาะสมุยที่เห็นแล้วก็ต้องตกใจ กับภาพของรีสอร์ทมากมายที่สร้างขึ้นจนแทบมองไม่เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของภูเขาหลงเหลืออยู่เลย

อย่างไรก็ดี จากภาพที่เห็น ยังไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลจริงที่แท้แต่อย่างใด แต่ก็กลายเป็นกระแสให้ผู้ที่ชื่นชอบทะเลและรักการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ได้มีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นหลายพันข้อความ อีกทั้งยังมีการกดถูกใจและแบ่งปันรูปภาพกันหลายพันจนเกือบถึงหลักหมื่นเลยทีเดียว ซึ่งตรงนี้คงจะเป็นการผลักดันสังคม ส่งผลให้ผู้เกี่ยวข้องหันมาให้ความจริงจังกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติของไทยได้ไม่มากก็น้อย

ภาพถ่ายรีสอร์ทางตอนใต้ของสมุย ที่มาภาพ : httpwww.facebook.comphoto.phpfbid=346441118711310&set=a.346441032044652.81077.118856201469804&type=1&theater

ภาพถ่ายรีสอร์ทางตอนใต้ของสมุย ที่มาภาพ : httpwww.facebook.comphoto.phpfbid=346441118711310&set=a.346441032044652.81077.118856201469804&type=1&theater


“ความเจริญค่อยๆ กลืนกิน ความเป็นธรรมชาติเข้าไปทุกทีๆ แสวงหาแต่ผลประโยชน์ โดยไม่คิดถึงอนาคต ทิ้งปัญหาไว้ให้กับคนรุ่นต่อๆ ไป น่าเศร้าใจ”

“ก็เงินคือพระเจ้าไม่ใช่หรือครับ มันจึงเป็นอย่างที่เห็น เจ้าของและผู้ออกแบบเขาต้องมั่นใจว่าของเขาสวยและดีอย่างแน่นอน จริงไหม เพื่อเงินแล้วใครจะปฏิเสธได้ลงคอ คงต้องเจอกับตัวเองซะก่อน แล้วจะรู้สึกได้ว่าเจ็บปวดมันมีมากแค่ไหน”

“ต้องถามเทศบาลสมุย ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง เพราะทุกครั้งที่กลับไปบ้านที่สมุย รู้สึกเศร้ามากๆ กับความเปลี่ยนแปลงที่มีแต่แย่ลงและเห็นแก่ตัวของผู้ประกอบการและระบบราชการ”

“ต่อไปก็จะเป็นเกาะตึก เหมือนทางตอนบนของประเทศที่มีแต่คนมีเงินซื้อ เขาทั้งลูกเพื่อประโยชน์ของตนเองโดยไม่คำนึงถึงป่าไม้ที่เคยมีทำลายอย่างเดียวไม่ทดแทน”

“ใครรู้ช่วยตรวจสอบที ใช่สมุยหรือไม่ ผมอยู่ที่นีีเห็นเงียบๆ นี่ ทำไมสร้างเสร็จแล้วเพิ่งมีภาพมีข่าว”

“เจ้าหน้าที่อนุญาตให้เค้าได้ไง เหมือนภูเขาที่อื่นเลย อย่าบอกนะว่าเค้าลักลอบทำเพราะใหญ่ขนาดนั้น”

“คลื่นสึนามิมาเมื่อไร คงถล่มบ้านพวกนี้ให้หายไปกับน้ำหมดเลย เพราะธรรมชาติคงตามมาเอาคืน”

“ความเป็นธรรมชาติหมดไปก็เพราะคนพวกนี้ล่ะ (เสียดายความเป็นธรรมชาติ)”

เครือข่ายสังคม