“อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม” ปลัดคลัง สอบ ผอ. กองสลาก ออกโควตาล่วงหน้า 4 หมื่นเล่ม ปมปริศนาเงิน 250 ล้านล่องหน

26 กุมภาพันธ์ 2012

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ที่มาภาพ: http://124.109.24.121/vayupak/images/news/fulls/001-20120111131543.jpg

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ที่มาภาพ: http://124.109.24.121/vayupak/images/news/fulls/001-20120111131543.jpg

การลาออกจากเก้าอี้ประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลของนางเบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมสรรพสามิต เมื่อเดือนธันวาคม 2554 ก่อนที่นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง จะรับเผือกร้อนเข้ามานั่งแทน ถือเป็น “เงื่อนปม” แห่งความขัดแย้งที่สำคัญ อันเกิดจากการจัดสรรโควตาสลากล็อตใหญ่ 4 หมื่นเล่ม

ในเมื่อเก้าอี้คณะกรรมการสลากฯ ล้วนเป็นที่หมายตาของทุกกลุ่มผลประโยชน์ เพราะกองสลากคือขุมทรัพย์มหาศาลทางการเมืองที่ทุกฝ่ายต่างจ้องจะเข้ามากอบโกย แต่นางเบญจากลับนั่งเป็นประธานได้เพียงไม่ถึง 3 เดือน ก็ต้องลาออก หมายความว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นต้องรุนแรงถึงขั้น “แตกหัก”

กองสลากในช่วงที่มีนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เป็น รมว.คลัง ได้ตั้งนางเบญจา เข้ามากุมบังเหียนเมื่อเดือนกันยายน 2554 ก่อนบอร์ดจะมีมติยึดคืนสลากที่เคยจัดสรรให้มูลนิธิและองค์กรการกุศล 8 แห่ง 4 หมื่นเล่ม หรือ 4 ล้านใบ กลับเข้ามาอยู่ในอ้อมอกของ “มูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล” ซึ่งก็คือมือไม้ของรัฐบาลเอง

โควตาล็อตนี้ถือเป็นกุญแจไขปริศนาทั้งหมด เพราะเจือด้วยผลประโยชน์มหาศาลมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อน และได้ “สวิง” กลับมาอยู่กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยอ้างเหตุผลว่า มูลนิธิเหล่านี้ส่วนใหญ่ทำผิดสัญญา ไม่ได้ขายให้แก่รายย่อย กลับนำไปให้กับยี่ปั๊ว ซาปั๊ว รายใหญ่แห่งสี่แยกคอกวัว

บอร์ดสลากชุดของนางเบญจาได้มีการตั้ง “คณะทำงานตรวจสอบหลักฐาน” เพื่อสาวไส้บรรดาองค์กรการกุศลทั้งหมด ก็พบเอกสารข้อเท็จจริงว่า มูลนิธิขนาดใหญ่อย่าง องค์การทหารผ่านศึกและสมาคมทหารผ่านศึกพิการ มีการนำโควตาสลากล็อตนี้ไปขายให้แก่กลุ่ม “ห้าเสือกองสลาก”

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการทำสัญญาขายโควตา “ล่วงหน้า” เพราะคิดว่าตัวเองจะได้รับอนุมัติให้ต่อสัญญาที่ใกล้จะหมดในวันที่ 16 ตุลาคม 2554 ซึ่งตามข้อมูลของกองสลากอ้างว่า มีการเรียกเก็บเงินส่วนต่างจากพ่อค้า หรือที่รู้จักกันดีว่าเป็นวิธีการ “เทคอม” เป็นเวลา 1 ปี

เมื่อได้หลักฐานชัดเจนขนาดนั้น บอร์ดสลากชุดของนางเบญจาจึงมีคำสั่งยึดคืนโควตาองค์กรการกุศลและมูลนิธิ 8 แห่ง เป็นการชั่วคราวจำนวน 5 งวด ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 30 ธันวาคม 2554 นำไปให้มูลนิธิสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีนายชัยวัฒน์ พสกภักดี เป็นประธาน จัดจำหน่ายแทนทั้งหมด 4 ล้านใบ

หน่วยงานที่ถูกยึดโควตาชั่วคราว นอกจากทหารผ่านศึก 2 องค์กรแล้ว ยังมีมูลนิธิเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล, มูลนิธิ พล.อ.จินดา ณ สงขลา ของสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.), มูลนิธิโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์, สมาคมกีฬาคนพิการ และมูลนิธิสงเคราะห์และฟื้นฟูสมรรถภาพเด็กพิการ เป็นต้น

ในช่วงที่มีการยึดโควตาชั่วคราวมานั้น ได้เกิดปรากฎการณ์ “ฝุ่นตลบ” ทั้งที่กองสลากและพรรคเพื่อไทย เพราะหน่วยงานที่ถูกยึดโควตาไปต้องการสินค้ากลับคืน จึงทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ขณะที่พ่อค้าซึ่่งหมายตาโควตาลอตนี้ไว้ในมือก็มีการวิ่งไปซบหน้าตักของนักการเมือง

ไฮไลต์ของปัญหานี้คือ บอร์ดสลากชุดที่มีนางเบญจาเป็นประธานได้มีมติเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2554 ให้เปลี่ยนวิธีการยึดคืนโควตาสลากแบบ “ชั่วคราว” เป็นการยึดแบบ “ถาวร” ตลอดไป จำนวน 28,238 เล่ม จาก 4 องค์กรการกุศล ประกอบด้วยองค์การทหารผ่านศึกและสมาคมทหารผ่านศึกพิการ 2.6 หมื่นเล่ม, มูลนิธิเวชศาสตร์เขตร้อน 2,000 เล่ม และมูลนิธิ พล.อ.จินดา ณ สงขลา 238 เล่ม

ส่วนอีก 4 มูลนิธิที่เหลือ ซึ่งเคยถูกควบคุมไว้เป็นตัวประกันด้วยจำนวนประมาณ 1 หมื่นเล่มเศษ บอร์ดมีมติให้จัดสรรคืนกลับไปต้นสังกัดทั้งหมด

แน่นอนว่า มติบอร์ดที่ออกมาสร้างความไม่พอใจให้กับบรรดาทหารหาญที่เคยได้รับการจัดสรรโควตามายาวนานอย่างรุนแรง ขณะที่ยี่ปั๊วรายใหญ่ที่กุมบังเหียนอยู่ข้างหลังก็ไม่พอใจ เพราะได้ “ควักเนื้อ” เทคอมก้อนมโหฬารไปหมดแล้ว

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ผู้กุมบังเหียนในพรรคเพื่อไทยอย่างเจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ไม่พอใจถึงขนาดเอ่ยปากเรื่องโควตาสลากกลางที่ประชุมผู้บริหารพรรคว่า โควตาล็อตใหญ่ขนาดนี้ ทำไมทางพรรคจึงไม่รู้เรื่องและไม่ได้รับรายงานใดๆ จากทาง รมว. คลังเลย

มีการถามล้วงลึกถึงขนาดว่า โควตา 4 หมื่นเล่ม ที่ทางนายธีระชัยและนางเบญจายึดจากองค์กรการกุศลมานั้น ถูกนำไปจัดสรรให้ใครและมีผลประโยชน์ด้วยหรือไม่?

เรื่องนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่สร้างแรงกดดันอย่างหนักให้แก่นายธีระชัย นอกเหนือไปจากความขัดแย้งถึงขั้น “งัดข้อ” กับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เรื่องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไปให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย

มรสุมจึงรุมเร้าตัวนายธีระชัยอย่างหนักในช่วงเดือนธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา และถือเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” อันนำไปเป็นชนวนในการปลดออกจากตำแหน่ง รมว. คลัง ปิดฉาก “มิสเตอร์ที” ที่คนในแวดวงตลาดทุนเคยตั้งฉายาให้จากการทำหน้าที่องค์รักษ์พิทักษ์หุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ

หลังจากเก้าอี้ของนายธีระชัยร้อนฉ่า ทางด้านนางเบญจาก็ได้ประกาศลาออกจากเก้าอี้ประธานบอร์ดสลากฯ ตามมา ในวันที่ 23 ธันวาคม 2554 และมีการตั้งนายอารีพงศ์ ปลัดกระทรวงการคลัง มานั่งตำแหน่งนี้แทน เพื่อสะสางปัญหาที่ยังค้างคาอยู่ให้หมด

แต่เผือกร้อนไม่ได้เย็นลงแต่ประการใด เพราะเมื่อนายอารีพงศ์เข้ามาก็เรียกประชุมบอร์ดสลากฯ ชุดใหม่ในเดือนมกราคม 2555 แต่บอร์ดยังคงเป็นหน้าเดิมๆ เพราะไม่มีการเปลี่ยนตัวกรรมการแม้แต่คนเดียว หนึ่งในนั้นรวมถึง พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ อดีต ผอ.กองสลาก เพื่อนร่วมรุ่น พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ด้วย

มีการคาดหมายว่า บอร์ดสลากชุดใหม่นี้ได้รับ “ใบสั่ง” มาจากฝ่ายการเมืองที่้ต้องการล้มกระดานการจัดสรรโควตาสลากที่นายธีระชัยเคยจัดการเอาไว้ใหม่หมด เพราะมองว่านายธีระชัยทำไปโดยพลการ ไม่ได้ผูกปิ่นโตกับทางพรรคเพื่อไทย

จึงมีการคาดหมายกันว่า นายอารีพงศ์น่าจะเดินเกมเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน แลกกับการรั้งเก้าอี้ตำแหน่งใหญ่ในกระทรวงการคลังต่อไป เพราะเคยมีข่าวว่านายอารีพงศ์ซึ่งเป็นคนของนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตขุนคลังฝ่ายตรงข้าม จะถูกปลดกลางอากาศหลายครั้งหลายครา แต่ก็รอดมาได้ตลอด

โดยนายอารีพงศ์เรียกประชุมบอร์ดสลากฯ นัดแรกก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า “โควตา” ที่ยึดมาแบบถาวรแล้ว 28,238 เล่มนั้น ทางมูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีการจัดสรรให้คู่ค้าพร้อมทำสัญญาขายไปหมดแล้ว ไม่เหลือแม้แต่ซี่โครงเดียวให้เห็น

ในการประชุมครั้งดังกล่าว นายสมชาติ วงศ์วัฒนศานต์ ผอ.กองสลาก ชี้แจงเหตุผลว่า ที่จัดสรรไปให้กับผู้ค้าหมดแล้ว เพราะได้รับอนุมัติการจัดจำหน่ายจากบอร์ดกองสลากตั้งแต่ในช่วงเดือนธันวาคม 2554 ซึ่งนางเบญจายังนั่งเป็นประธานที่หัวโต๊ะ

“สิ่งที่มีการถกเถียงกันมากก็คือ มติของบอร์ดสลากที่นางเบญจาอนุมัติไว้เมื่อ 14 ธันวาคม ยังไม่ได้มีการเซ็นรับรองมติการประชุมจากบอร์ดสลากเลยแม้แต่คนเดียว เพราะหลังจากที่นางเบญจาอนุมัติแล้วก็ลาออกไป ดังนั้นจึงเท่ากับว่า ผอ.กองสลากอาจมีการจัดสรรโควตาล่วงหน้าอย่างไม่ถูกระเบียบ” แหล่งข่าวระบุ

มีการประเมินกันว่า ถ้ามีการขายโควตาออกไปตามราคา “ขายส่ง” ในท้องตลาดขณะนี้ ฟันกำไรเล่มใหญ่เล่มละ 500 บาท ด้วยสัญญาขายล่วงหน้า 1 ปี จะมีเงินเข้ากระเป๋าคนที่อยู่เบื้องหลังทันทีไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท และก็เป็นที่มาของการทวงจิกของผู้บริหารพรรคเพื่่อไทย เพราะเงินดังกล่าวยังเป็นปริศนาว่าอยู่ในมือของใคร ทำไมไม่เข้ามาเจือจุนพรรค

นายอารีพงศ์ยืนกรานในที่ประชุมบอร์ดสลากว่า ไม่สามารถไฟเขียวให้มีการจัดสรรโควตาล่วงหน้าได้และสั่งให้นายสมชาติ ผอ.กองสลาก ส่งเอกสารสัญญาทั้งหมดที่กองสลากทำกับมูลนิธิสลากฯ และสัญญาที่มูลนิธิสลากฯ ไปทำกับคู่ค้าไปแล้ว ให้กับสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้ตรวจสอบว่าถูกต้องตามระเบียบกฎหมายหรือไม่

แม้ว่านายสมชาติและนายชัยวัฒน์ พสกภักดี ซึ่งกุมบังเหียนมูลนิธิสลากฯ จะยืนยันว่า ตามประเพณีของสำนักงานไม่จำเป็นที่ต้องรอให้บอร์ดเซ็นรับรองมติการประชุม เพียงแต่อนุมัติแนวทางก็ดำเนินการจัดสรรโควตาใหม่ได้เลย แต่ทางนายอารีพงศ์ก็ยังยึดมั่นกับการตัดสินใจเดิม และจะรอเอกสารรับรองจากทางอัยการสูงสุดก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ ต่อไป

โดยจังหวะก้าวของนายอารีพงศ์ครั้งนี้ ได้รับแรงสนับสนุนจากบอร์ดซีกของ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ ที่มีความไม่พอใจการทำงานของนายสมชาติ ที่อดีต รมว.คลังอย่างนายธีระชัยเป็นผู้แต่งตั้งมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ทำให้ขณะนี้ เก้าอี้ของนายสมชาติเหมือนอยู่ในขอนไม้ที่พร้อมจะปะทุไฟได้ตลอดเวลา

หากอัยการสูงสุดตีความว่า การจัดสรรโควตาล่วงหน้าของกองสลาก “ผิด” จะต้องมีการรื้อโควตาลอตนี้กันใหม่ อาจทำให้เก้าอี้ของนายสมชาติต้องกระเด็นกระดอนไป หลีกทางให้คนของ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ที่วางเอาไว้แล้วเสียบแทน

ไม่เพียงเท่านั้น หากอัยการสูงสุดตีความว่ากองสลากไม่มีอำนาจจัดสรรก่อนจะมีการรับรองมติบอร์ดอย่างถูกต้อง ก็จะนำไปสู่การฟ้องร้องไล่เบี้ยของบรรดาคู่ค้าที่ได้รับสลากตั้งแต่งวดวันที่ 16 มกราคม 2555 จำนวน 340 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นลูกค้าบุคคลและนอมินียี่ปั๊วเต็มไปหมด

ผลลัพธ์ที่ออกมาจะไม่ต่างอะไรกับสำนวนที่ว่า “เละเป็นโจ๊ก” เพราะคู่ค้าที่ไม่พอใจจะมีการแฉโพยว่ากว่าจะได้โควตานี้มาต้องทำอย่างไรบ้าง แถมคู่ค้าเหล่านี้ยังต้องเสีย “สองต่อ” หรือ “สามต่อ” แทนที่จะเอาเวลาไปหารายได้ต้องมาวิ่งนับหนึ่งกับนักการเมืองใหม่อีกรอบ

โดยชื่อที่ปรากฎเข้าหูของคนในพรรคเพื่อไทยบ่อยๆ ถูกมองว่าเป็นคนใกล้ตัวนายธีระชัยที่ชื่อ เจ๊ตุ๋ย หรือ นางรวิฐา พงศ์นุชิต อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ที่เข้ามาเป็นหัวหน้าผู้ประสานงาน รมว.คลัง สามารถประสานได้ทุกเรื่อง และอาจจะรวมเรื่องงานของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วย

ขณะที่อีกชื่อซึ่งพรรคเพื่อไทยมองว่ามาแรงมาก คือยี่ปั๊วใหม่สดหมาดๆ อย่าง “ผู้กองตุ๋ย” หรือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เจ้าของบริษัท ธรรมนัสการ์ด และผู้ใกล้ชิดกับ น.ส.ขวัญฤดี กนิษฐสุต ลูกสาวบุญธรรมของเจ๊แดง ปลื้มจิตต์ กนิษฐสุต อดีตห้าเสือกองสลากที่ขณะนี้กลายเป็นเสือลำบากทางธุรกิจลอตเตอรี่ไปแล้ว

ร.อ.ธรรมนัสคือยี่ปั๊วรายใหม่ เป็นเสือตัวที่หกที่ในขณะนี้มีโควตาในมือมากกว่า 1 ล้านใบแล้ว แถมมีแบ็คอัพชั้นดีอย่าง พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และผู้กว้างขวางทั้งในแวดวงการเมืองและการทหาร

ทางออกที่มีการเสนอกันเพื่อให้ “วิน-วิน” ด้วยกันทุกฝ่ายก็คือ ให้สำนักงานสลากจัดสรรโควตาใหม่ไปคืนแก่องค์กรการกุศลและมูลนิธิที่ถูกตัดไป หรือไม่ก็ออกโควตาใหม่สนองฝ่ายการเมือง ซึ่งเห็นเวทีนี้เป็น “ตู้เอทีเอ็ม” สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์ได้ไม่รู้จบ

ตัวเลขที่พูดกันก็คือ การออกโควตาลอตใหม่จำนวน 4 หมื่นเล่ม หรือ 4 ล้านใบ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งจะเป็นช่วงที่สลากราคาแพงและขาดตลาด น่าจะเป็นข้ออ้างในการพิมพ์เพิ่มได้เป็นอย่างดี แม้ขณะนี้จะมีการพิมพ์ออกมาถึง 68 ล้านใบ แต่ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ก็ยังขายหมดเกลี้ยงแผง แสดงว่าความต้องการยังมีอยู่

ทางออกนี้น่าจะดีที่สุด แต่ขึ้นกับนายอารีพงศ์ว่าจะตัดสินใจอย่างไร และมีวาระงานที่ถูกกำหนดให้เดินอย่างไรจากทางรัฐบาล เพราะบันไดขั้นแรกน่าจะเป็นการตีวัวกระทบคราด ผอ.กองสลากคนปัจจุบัน ก่อนจะเปิดทางให้คนใหม่มานั่งแทน จากนั้นจะเริ่มบันไดขั้นต่อไป คือการรื้อกระดานโควตา เรียกยี่ปั๊วมาเจรจาใหม่

งานนี้ “วงใน” เท่านั้นถึงจะได้โควตา เพราะเจ๊ใหญ่แห่งพรรคเพื่อไทยลงมากำกับดูแลเอง แถมยังมีมือไม้ที่เคยทำงานให้ พ.ต.ท.ทักษิณกุมบังเหียนอีกชั้นหนึ่ง จึงไม่แปลกที่ขณะนี้ข้าราชการและผู้บริหารกองสลากจะอึดอัดคับข้องใจกันไปหมด เพราะการเมืองล้วงลูกจนปั่นป่วน

ทั้งล้วง ทั้งควัก ทั้งตัก ทั้งดูด เพราะรู้ดีว่าหวยออนไลน์ลงหลุมไปแล้ว และรัฐบาลชุดนี้ไม่อยากปลุกขึ้นมาให้คนด่าอีก เล่นตลาดลอตเตอรี่ก็มีกำไร ถึงจะน้อยแต่ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

  • ใครอมวะ

  • Singleman

    วิเคราะห์ผิดครับตอนท้าย สลากฯ ช่วงสงกรานต์ คือช่วงสลากฯ ขาดทุน งวดปกติ ปีใหม่ ตรุษจีน ยี่ปั๋ว ได้โอกาสหวยแพง ขายออก ไม่ต่ำกว่า 90 บาท กว่าจะถึงคนเดินขาย เกือบร้อย เลยต้องไปขาย 110 บาท ส่วนสงกรานต์ คนไทยไม่ซื้อหวย ต่างกับปีใหม่ ราคาสลากฯ สงกรานต์ 54 เหลือแค่ ไม่ถึง 70 บาท ย้อนไปสงกรานต์ปี 53 ไม่ถึง 70 บาท เช่นกัน เหตุผล คนเดินขายอยากยุดประจำปี คนไทยเล่นน้ำ กันตั้งแต่ 12-15 กินเหล้ากันงอม เน้นเดินทาง กลับบ้านส่วนใหญ่

  • Pekalmachi

    “สมชาติ วงศ์วัฒนศานต์” ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯคนใหม่ ซึ่ง “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้สัมภาษณ์หลังเข้ามาบริหารงานกว่า 2 เดือน โดยเปิดใจถึงภารกิจที่ต้องเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ที่ประกาศไว้กับคณะกรรมการสลากฯเมื่อครั้งสมัคร ลงชิงตำแหน่ง

    “สมชาติ” แจกแจงภารกิจหลัก ๆ มีอยู่ 4 เรื่องด้วยกันคือ 1.แผนพัฒนาธุรกิจ 2.แผนงานสร้างภาพลักษณ์และพัฒนาสังคม 3.แผนพัฒนาองค์กร และ 4.แผนงานพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดย “แผนพัฒนาธุรกิจ” มีสิ่งที่จะต้องทำทั้งการพิมพ์สลากเพิ่มในภาวะที่ปริมาณสลากในตลาดไม่เพียงพอ จนเกิดการขายเกินราคา โดยจะพิมพ์เพิ่มสลากการกุศลตามที่หน่วยงานต่าง ๆ ได้ขอคณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้

    “ตอนนี้พิมพ์สลากการกุศลของ 4 หน่วยงานอยู่ ก็มีของมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ของสภากาชาดไทยในการหารายได้สร้างอาคารของโรงพยาบาลจุฬาฯ สร้างตึกของโรงพยาบาลรามา แล้วก็สร้างตึกของโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งมติ ครม.ยังให้ออกตามมาอีกประมาณ 11 หน่วยงาน คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 14,999 ล้านบาท สัดส่วน 27.5% ซึ่ง 18 ล้านฉบับ จะครบตามดีลประมาณงวดวันที่ 16 ก.ค. 2556 แต่ถ้ามีการเพิ่มปริมาณก็จะเร็วขึ้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของคณะกรรมการสลากฯว่าจะให้เพิ่มหรือไม่เพิ่ม”

    ปัจจุบันแต่ละงวดมีการพิมพ์สลากอยู่ทั้งสิ้น 18 ล้านฉบับ ขณะที่สลากกินแบ่งปกติพิมพ์อยู่ 50 ล้านฉบับ รวมเป็น 68 ล้านฉบับ

    ภารกิจสำคัญแก้สลากเกินราคา

    ทุก ๆ ปีในช่วงต้นปี นับตั้งแต่ปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ ก่อนจะถึงช่วงโรงเรียนเปิดเทอมในเดือนพฤษภาคม ถือเป็นไฮซีซั่นที่ราคาสลากในท้องตลาดจะสูง โดยประธานบอร์ดสลาก (นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง) มีนโยบายให้เร่งแก้ปัญหา ซึ่งมีหลายแนวทาง อย่างกรณีการพิมพ์เพิ่มก็ต้องให้ปริมาณสอดคล้องกับความต้องการ ไม่ใช่ว่าความต้องการมี 20 ล้านฉบับ แล้วเราพิมพ์เพิ่มแค่ 4 ล้านฉบับ เพราะจะแก้ปัญหาไม่ได้

    “ภาวะอย่างตอนนี้ ผมว่าเพิ่มสัก 8-10 ล้านฉบับยังขายได้เลย แต่ถ้าช่วงอื่นคงไม่ได้ ส่วนจะพิมพ์เพิ่มเท่าไรต้องแล้วแต่นโยบาย”

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม