“องค์การค้าคุรุสภา” ถังแตก แพ้คดีไม่ปรับเงินเดือนพนักงาน ต้องชดเชยย้อนหลัง 100 ล้านบาท

29 มกราคม 2012

การต่อสู้ของสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา เริ่มต้นตั้งแต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ปรับขึ้นเงินเดือนให้กับลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ 3% และปรับอัตราค่าจ้างใหม่อีก 2 ขั้น ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 แต่องค์การค้าคุรุสภาไม่ได้ดำเนินการ ทั้งๆ ที่ในอดีตเคยปรับขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานทุกครั้งที่ ครม. มีมติให้ปรับขึ้นเงินแก่พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานจึงไปยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลาง และได้มีการอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา แผนกคดีแรงงาน เมื่อปี 2548

จนในที่สุด เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลฎีกามีคำพิพากษาตัดสินให้องค์การค้าของคุรุสภาปรับโครงสร้างเงินเดือนให้กับพนักงาน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 โดยการขึ้นเงินเดือน 3% ปรับเลื่อนขั้นเงินเดือนอีก 2 ขั้น พร้อมกับจ่ายดอกเบี้ย 15% ต่อปีให้กับพนักงานจำนวน 99 คนที่ยื่นร้องต่อศาลฏีกา ย้อนหลังไปตั้งแต่มติ ครม. มีผลบังคับใช้

ตัวแทนจากสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา ที่มา : http://www.moe.go.th/websm/news_oct08/news_oct289.html

ตัวแทนจากสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา ที่มา : http://www.moe.go.th/websm/news_oct08/news_oct289.html

อย่างไรก็ตาม หลังมีคำพิพากษามาจนถึงบัดนี้ ทาง “สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา” (สกสค.) ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลกำกับดูแลองค์การค้าของ สกสค. (ชื่อเดิมองค์การค้าของคุรุสภา) ยังไม่ได้มีการปรับขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานตามคำพิพากษาของศาลฎีกา

ต่อเรื่องนี้ นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการ สกสค. ในฐานะกรรมการองค์การค้า สกสค. เปิดเผยว่า หลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้องค์การค้า สกสค. ปรับขึ้นเดือน 3% ให้กับพนักงาน 99 คนที่รวมตัวกันไปฟ้องศาล และให้มีผลย้อนหลังกลับไปตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 นั้น ปัญหาในตอนนี้คือ คณะกรรมการองค์การค้าของคุรุสภายังไม่รู้จะไปหาเงินจากแหล่งไหนมาจ่ายให้พนักงานทั้ง 99 คน ตามคำสั่งศาล ขณะเดียวกัน องค์การค้าของคุรุสภาจะไปขอให้รัฐบาลตั้งงบประมาณมาจ่ายก็ไม่ได้ เพราะวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์กรตั้งแต่แรกเริ่ม ระบุว่าเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้พึ่งพาเงินงบประมาณแผ่นดิน

นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)

นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา

“ตอนนี้บอร์ดฯ ยังไม่รู้ว่าจะไปหาเงินที่ไหนมาจ่าย ขณะเดียวกัน ก็ต้องเตรียมหาเงินไว้จ่ายให้กับพนักงานที่เหลือกว่า 1,000 คน ซึ่งยังไม่ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนเหมือนกัน คาดว่าน่าจะมีพนักงานที่เหลือเหล่านี้จะทยอยไปฟ้องต่อศาล เพื่อบังคับให้องค์การค้าของคุรุสภาจ่ายเงินเดือนพร้อมดอกเบี้ยย้อนหลังตามมาอีก และถ้าปรับขึ้นเงินเดือนย้อนหลังให้ทุกคน คาดว่าต้องใช้เงินกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งประเด็นนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่ขององค์การค้าคุรุสภา” นายบำเหน็จกล่าว

สาเหตุที่ไม่ขึ้นเงินเดือนในขณะนั้น เนื่องจากฐานะการเงินขององค์การค้าของคุรุสภาประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง จนไม่สามารถปรับขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานได้ จึงไปหยิบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่เคยตีความเอาไว้ว่า องค์การค้าของคุรุสภาเป็นหน่วยงานของรัฐ ไม่อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และ พ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาเป็นเหตุผลให้ไม่มีการปรับขึ้นเงินเดือนพนักงาน

ดังนั้น ในช่วงเดือนกรกฏาคม 2548 นายธวัชศักดิ์ พ่วงจินดา และพนักงานอีก 98 คน จึงไปยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลาง ซึ่งต่อมาศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง นายธวัชศักดิ์และพนักงานอีก 98 คน ได้ยื่นขออุทธรณ์ต่อศาลฎีกา แผนกคดีแรงงาน แต่คราวนี้หยิบเฉพาะประเด็น “สภาพการจ้าง” ขึ้นต่อสู้ในชั้นศาล เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ ครม. มีมติให้ปรับขึ้นเงินเดือนให้กับลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ ทางองค์การค้าของคุรุสภาจะมีการปรับขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานทุกครั้ง ประเด็นนี้ถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างงานไปโดยปริยาย และยึดเป็นแนวปฎิบัติมาตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2531

นอกจากนี้ ในการประชุมคณะกรรมการองค์การค้าของคุรุสภา ครั้งที่ 12/2537 – 38 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2537 ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติในหลักการอีกว่า “หาก ครม. มีมติให้ปรับขึ้นเงินเดือนแก่พนักงานรัฐวิสาหกิจ ก็ให้องค์การค้าของคุรุสภาปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานตามมติ ครม. ได้โดยไม่ต้องขออนุมัติจากบอร์ดอีก” ซึ่งองค์การค้าของคุรุสภาได้ยึดเป็นแนวปฎิบัติมาโดยตลอด และไม่เคยเปลี่ยนแปลง

จนในที่สุด ศาลฎีกา แผนกคดีแรงงาน มีคำพิพากษาที่ 902 – 999/2553 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 ตัดสินให้องค์การค้าของ สกสค. ปรับโครงสร้างเงินเดือนให้กับพนักงาน โดยขึ้นเงินเดือน 3%, ปรับขั้นเงินเดือนขึ้นอีก 2 ขั้น พร้อมกับจ่ายดอกเบี้ย 15% ต่อปี ย้อนหลังไปตั้งแต่มติ ครม. มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2547 ไปจนกว่าจะมีการจ่ายเงินจนครบจำนวน

อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา

  • Vannasak1980

    //ต่อเรื่องนี้ นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการ สกสค. ในฐานะกรรมการองค์การค้า สกสค. เปิดเผยว่า หลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้องค์การค้า สกสค. ปรับขึ้นเดือน 3% ให้กับพนักงาน 99 คนที่รวมตัวกันไปฟ้องศาล และให้มีผลย้อนหลังกลับไปตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 นั้น ปัญหาในตอนนี้คือ คณะกรรมการองค์การค้าของคุรุสภายังไม่รู้จะไปหาเงินจากแหล่งไหนมาจ่ายให้พนักงานทั้ง 99 คน ตามคำสั่งศาล ขณะเดียวกัน องค์การค้าของคุรุสภาจะไปขอให้รัฐบาลตั้งงบประมาณมาจ่ายก็ไม่ได้ เพราะวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์กรตั้งแต่แรกเริ่ม ระบุว่าเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้พึ่งพาเงินงบประมาณแผ่นดิน มีการต่อสู้คดี โดยอัยการ ได้ต่อสู้ว่าคดีเช่นนี้ ในดดีดำ ที่ 1990/2552 นางพรรณี ปริวัตรินานนท์ กับพวกรวาม 920 คน เป็นโจทก์ฟ้อง สกสค.ไม่ได้อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม (ศาลแรงงาน ) แต่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง จนเรื่องได้เข้าไปสู่ คณะกรรมการวินิจฉัยเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลศาล ได้มีอ่านคำวินิจฉัยดังกล่าวเมื่อ 4 ต.ค. 54 ว่าความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้ง 920 คน กับจำเลยจึงมีลักษณะนายจ้างกับลูกจ้างตามสัญญาจังแรงงาน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม แลมีคำวินัฉัยของกฤษฎีกาวินิจฉัยว่า องค์การค้าของ สกสค. เป็นหน่ยงานอื่นใดของรัฐ และขึ้น ต่อสกสค. เมื่อจะของบประมาณต้องให้ สกสค.เป็นผู้ขอ ไม่ใช่บอกว่าเป็นหน่วยงานที่ไม่พีงพางบประมาณ ดังนั้น คำที่ว่าหน่วยงานของรัฐจำต้องผูกพันต่อคำพิพากษา ยังใช้บังคับอยู่ ท่านบำเหน็จจะมาตีลูกมั่วหาได้ไม่ ถ้าเกิดว่า 99 คนเขาใจร้อนอีกนิดไปฟ้องร้อง เลขาธิการ สกสค. แล บร์อด รวม 23 คน ฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากบัดนี้เวลาเนิ่นนานเกินสมควรแล้ว ท่านยังไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา อะไรจะเกิดขึ้นครับ แต่ผมว่าโจทก์ใจดีจังเลยปล่อยให้จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรํฐ เบี้ยว ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ยังไว

  • Nantawat

    โจทย์ควรปั้นหน้ายักษ์เข้าใส่บ้างแล้ว

  • Thongthai9999

    อยากให้ไทยพับลิก้า มาทำข่าวเจ้าหน้าที่องค์การค้าฯ โดนข่มขู่ให้ถอนฟ้องด้วยนะครับ มีการกลั่นแกล้งกันต่างๆ นาๆ จับย้ายมั้ง ไล่ออกมั้ง ถ้าไม่ถอนฟ้อง จนป่านนี้เจ้าหน้าที่ๆ ฟ้องอยู่ก็ยังไม่ได้รับการปรับขั้นเงินเดือน

  • Vimuth_vi

    การปรับขั้นขึ้นเงินเดือนประจำปีหรือแม้กระทั่งคนที่มีผลงานโดนเด่นและมีการยื่นเสนอขอ 2 ขั้นโดยชอบด้วยระเบียบให้แล้วแต่ก็ไม่ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนให้แต่ประการใด เพราะมีระเบียบใหม่ออกมาว่าเจ้าหน้าที่ที่ถอนฟ้ององค์การค้า เท่านั้นจึงจะได้รับการพิจารณาปรับขั้น เพราะลูกจะฟ้องพ่อไม่ได้ มันผิด ดังนั้นเจ้าหน้าที่ที่ไม่ยินยอมเซ็นถอนฟ้องนั้นก็เท่ากับเป็นการทำผิดกฏระให้เบียบองค์การค้า จึงไม่ได้รับการอนุมัติปรับเลื่อนขั้น แต่กลับกันหากเจ้าหน้าที่ยินยอมเซ็นหนังสือถอนฟ้องก็จะได้รับ 3% 2ขั้นทันทีโดยไม่มีการดูประวัติการลาหรือผลงานอื่นใดประกอบ แต่ก็เท่ากับว่าต้องยอมรับสภาพที่จะไม่ได้เงินย้อนหลังพร้อมดอกเบี้ยด้วย

  • Rutchanok2539

    มีธุรกิจใหญ่ใครๆก็ต่างรู้จัก แต่ไม่มีความยุติธรรมที่จะส่งเงินค่าจ้างพนักงานตามกำหนด มันเพราะเหตุผลอะไร?? คุนก็เป็นนักธุรกิจ มีปั๊มองค์การค้า สกสค อุตรดิตถ์ เงินที่ได้ก็น่าจะแจกจ่ายให้พนักงาน แต่ให้พนักงานเดือดร้อน รอเวลา จนไม่มีจะกิน ปั๊มน้ำมันที่อื่นต่างจ่ายตามกำหนด มีปั๊มเดียวที่จ่ายช้า มันเพราะอะไร พนักงานที่ลาออกกลางเดือนก็ควรที่จะได้เงิน แต่กลับมานั่งรอ จนถึงสิ้นเดือน และก็คงต้องรอไปอีกจนถึงอีกเดือน เพราะเงินค่าจ้างช้า แร้วอย่างนี้ใครจะทำงานให้พวกคุนได้มีเงินไปอวดคุนหญิง คุนนาย เข้าสังคมหรูๆ คนที่เดือดร้อนมากที่สุดในปั๊มนั้นคือผู้จัดการที่ต้องคอยหาลูกจ้าง หาไม่ได้ตัวเองต้องมาเดือดร้อนทำงานชดใช้ด้วยตัวเอง คนเค้ายังมีสมองเค้ามีหนี้เค้าต้องชดใช้ให้หมดสัญญา พนักงานบางคนทำงานเพราะไม่มีลูกจ้างมาเปลี่ยนกะไม่ได้หลับไม่ได้นอน ทำงานตากแดดตากฝน เจ้าหน้าที่มีอิธิพลก็ต่างเหยียดหยาม บ้าอำนาจ เลียแข้ง เลียขาผู้จัดการปั๊ม ทำร้ายจิตใจผู้จัดการหาพนักงาน ทำให้พนักงานต่างลดน้อยลงเพราะความบ้าอำนาจ และต้องเป็นปัญหาให้กับผู้จัดหาพนักงาน ท่านทำงานไม่หลับไม่นอน กลับบ้านไม่ได้ แต่พวกคุนเคยมีคำว่าอายมั้ย เค้าทำงานเพื่อเป็นลูกจ้างให้คุนมีเงินใช้มีธุรกิจใหญ่โต แต่คุนไม่ส่งเงินตามกำหนด ถึงพวกคุนจะมีหนี้ แต่อย่างน้อยคนไทยมีน้ำใจก็ควรส่งเงินให้กับพนักงานพวกเค้าจะได้มีแรง มีกำลังใจที่จะทำงานให้กับพวกคุนชดใช้หนี้หัวโต…!!!
    ดิฉันก็เป็นส่วนหนึ่งของพนักงานสนานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงองค์การค้าของสกสค.จังหวัดอุตรดิตถ์ วันที่30กันยายน สิ้นเดือนแล้ว พนักงานรอรับเงินเพื่อเอาไปเลี้ยงลูก เลี้ยงเมีย เลี้ยงสามี และเอาไว้เป็นทุนเรียนของตัวเองอยู่ เด็กอายุ 14 -15ยังรุจักหาเงินเพื่อเรียนต่อไม่แบมือขอพ่อแม่ เด็กยังคิดได้ แล้วคุนจะมีสมองบ้างมั้ย!ไม่ใช่คิดจะเชิงอำนาจ เงินเพียงอย่างเดียว!! กรุณาส่งเงินให้ได้ภายในวันที่30 (อายเด็กตายเลย)

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม