ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในรอบสัปดาห์…”ขนบงมงาย” จาก ปราบดา หยุ่น และเทรนด์ท่าถ่ายรูป “คุกเข่าทีโบว์”

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 22-28 มกราคม2555

เรื่องแรก ดังเปรี้ยงรับเทศกาลตรุษจีน กับเสียงพลุที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี อุทยานมังกรสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร งานนี้มีนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทย นายชุมพล ศิลปอาชา รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา มาเปิดงาน

พลุที่จุดไม่เพียงแต่สวยงามสร้างความประทับใจให้ผู้ชมเท่านั้น แต่กลับสร้างความฮือฮาเป็นที่จดจำไปอีกแสนนานกับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ระเบิดลูกใหญ่ ขยายเป็นวงกว้างรัศมีราว 4 กิโลเมตร บ้านเรือนหลายสิบหลังคาเรือนเสียหาย มีผู้เสียชีวิตถึง 4 คน และได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ขณะนี้ทางจังหวัดได้เปิดศาลาการเปรียญวัดพระศรีมหาธาตุ เป็นศูนย์อพยพผู้ประสบไฟไหม้บ้าน เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวแล้ว

พลุระเบิดที่ จ.สุพรรณบุรี ( ที่มาภาพ httpwww.krobkruakao.com )
พลุระเบิดที่ จ.สุพรรณบุรี ที่มาภาพ : http www.krobkruakao.com

สำหรับบ้านเรือนที่เสียหายบางส่วนจะได้รับความช่วยเหลือรายละ 20,000 บาท ตามสภาพจริง  บ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายทั้งหลังจะได้รับการช่วยเหลือหลังละ 30,000 บาท ส่วนผู้ที่เสียชีวิตจะได้รับค่าทำศพรายละ 25,000 บาท ถ้าเป็นหัวหน้าครอบครัว จะได้รับเพิ่มอีก 25,000 บาท

เรื่องแบบนี้ ชาวโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค ก็ไม่พลาดที่จะพูดถึงเพราะเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น จะว่าไปแล้วการจุดพลุในงานเทศกาลต่างๆ กับสังคมไทยอยู่คู่กันมานาน แต่ในครั้งนี้ก็ไม่น่าเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นได้

“คงเกิดจากการที่มีไฟเข้าไปจุดชนวนพลุหลายๆ แท่งในเวลาไล่เลี่ยกัน  ส่วนทำไมจึงเกิดการจุดชนวนหลายๆ แท่งนั้น ก็คงต้องสืบสวนหาสาเหตุกันต่อไป”

“จากคลิปที่เห็น น่าจะระเบิดมากกว่า 1 ลูก อาจจะยิงไม่พ้นกระบอก ทำใหระเบิดได้”

“พลุเยอะๆ แบบนี้ มักจะใช้ไฟฟ้าในการจุดชนวนนะ เพราะอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า มันก็เลยบึ้มมมมม”

“เป็นการทำงานของชนวน หรือมีคนตั้งใจทำให้มันระเบิดกันแน่ครับ”

“น่าสงสารชาวบ้านจริงๆ เป็นวันที่น่ายินดีแท้ๆ กลับต้องสูญเสีย”

เรื่องที่สอง เป็นการเปิดฉากปะทะคารมณ์กันชนิดที่ว่า ผู้ที่เห็นต้องถึงกับอึ้งและแอบขำกันเลยทีเดียว เมื่อนายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงภาพในเฟสบุ๊คของตนเองที่ใช้ชื่อว่า  “Thirachai Phuvanatnaranubala”  เป็นภาพของ ดร.โกร่ง กางเกงแดง(ดร.วีรพงษ์ รามางกูร) เปลือยกายล่อนจ้อน แม้กระทั่งกางเกงแดงตัวโปรดก็ไม่หลงเหลือให้ปิดบังร่างกาย จากภาพดังกล่าวในเฟซบุ๊คที่ได้เห็น และพอรู้เรื่องราวนี้ พากันแสดงความคิดเห็นในรูปแบบต่างๆ ว่า

“เอาแล้วครับ รายการสาวใส้เริ่มแล้วพี่น้อง เดี๋ยวมีเรื่องยาวแน่ คอยดู”

“คนที่เป็นปัญญาชน ทุกวันนี้เขาเล่นกันพิลึก นึกว่าจะมีแต่เด็กๆ เขาจะเล่นกัน เฮ้อ!! ”

“น่ารักดีค่ะ ไม่เห็นจะเสียหายอะไร ต่อให้มีคนแกล้ง ก็ช่างค่ะ เพราะไม่บาป แต่คนที่ตั้งใจ ทำให้คนอื่นเดือดร้อนนั้น แหละค่ะคนบาป”

“อันนี้ สุดยอดจริงๆ ขอคารวะ 5555555 พวกคนโกงปล้นขายเผาทำลายชาติต้องหายนะแน่นอน”

เรื่องที่สาม ยังคงเป็นเรื่องการโต้ตอบ ขัดแย้งทางความคิดเห็นส่วนตัวผ่านสื่อออนไลน์ โดยวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา เว็บข่าวประชาไท รายงานว่า นายกนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้ประกาศข่าวเครือเนชั่น ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ค “Kanok Ratwongsakul” วิจารณ์กลุ่มที่สนับสนุนให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า

“ทุกๆ 10 นาที จะมีคนโพสต์ต่อต้านกลุ่มที่จะขอแก้มาตรา 112 ลงที่เฟซบุ๊คนี้ ผมก็ตามอ่านตลอด บางคนลงรูปของอาจารย์นิติฯ ธรรมศาสตร์ ที่เป็นหัวหอกแก้มาตรานี้ ซึ่งผมจะลบออกทุกครั้ง เพราะไม่อยากเห็นหน้าคนกลุ่มนี้บนเฟซบุ๊คผม ถ้าพวกนี้อายุ 30 – 40 กว่าปี ตามที่เสธ.หนั่นไล่ให้ไปอ่านประวัติศาสตร์ ผมสงสัยว่า พ่อแม่เขายังอยู่หรือเปล่า รุ่นพ่อรุ่นแม่น่าจะทันได้เห็น ′ในหลวง′ ทรงงานมาตลอด ถ้าลูกไม่ใส่ใจในความเป็นกษัตริย์นักพัฒนา มัวแต่ดื้อด้านจะแก้กฎหมายท่าเดียว แล้วพ่อแม่พวกนี้ทำอะไรอยู่ ไม่ห้ามปรามเลยหรือ?  หรือวายชนม์ไปหมดแล้ว? ผมขอโทษนะครับ อย่าหาว่าผมก้าวล่วง แต่อยากถามคนกลุ่มนี้จริงๆ ว่า พ่อแม่คุณอบรมสั่งสอนหรือเปล่า?”

ที่มาภาพ httpwww.facebook.comprofile.phpid=100001214281852&sk=wall
ที่มาภาพ : http www.facebook.comprofile.phpid=100001214281852&sk=wall

ขณะที่นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำข่าวดังกล่าวมาแปะไว้บนหน้าเฟซบุ๊คของตนเอง พร้อมแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า

“นั่นน่ะสิครับ ผมก็แปลกใจอยู่ เพราะปกติพ่อแม่เขาก็จะสั่งสอนว่ามีอะไร ก็พูดกับเขาเถียงกับเขาดีๆ ด้วยเหตุด้วยผลนะลูก ไม่ใช่เอะอะอะไร ก็ไปลำเลิกพ่อแม่เขา แบบนั้นมันอันธพาลนะลูก  ยังไงก็ฝากรำลึกถึงคุณพ่อคุณแม่ของคุณกนกด้วยนะครับ”

นอกจากนั้น เฟซบุ๊คสำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น “TyphoonBooks Thailand” ของนายปราบดา หยุ่น นักเขียนรางวัลซีไรต์ และหนึ่งในปัญญาชน 112 รายแรก ผู้ร่วมลงนามเสนอร่างแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ รวมทั้งเป็นบุตรชายนายสุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการ เครือเนชั่น ได้โพสต์ข้อความว่า

“ปกติไม่ชอบพูดเรื่องส่วนตัวเลย แต่บางข่าววันนี้ทำให้อยากบอกว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นคนโชคดีมากๆ คือการมีพ่อกับแม่ที่มอบสิ่งมีค่าที่สุดกับเรามาตลอด นั่นคืออิสระทางความคิด และการใช้ชีวิต สำหรับเรา ความหมายของการอบรมสั่งสอนลูกที่ดีคือแบบนี้ ไม่ใช่แบบที่อบรมให้ไหม้เกรียมไปด้วยการบังคับ และสั่งสอนให้ตกเป็นทาสของขนบงมงาย”

ซึ่งงานนี้ ดูเหมือนทางด้านนายกนก จะมีแนวร่วมอยู่มากทีเดียว ชาวเฟซบุ๊คต่างพากันโพสต์ข้อความให้กำลังใจนายกนก และมีข้อความที่ไม่พอใจคำพูดของนายปราบดาเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น

“ความคิดของพวกเด็กน้อยที่ไม่รู้จักบุญคุณคน มีการศึกษาซะเปล่า”

“เมื่อมีอิสระแล้วก็ดูถูกเหยียดหยามสิ่งที่ผู้อื่นเคารพรัก เทอดทูนบูชามาเป็นเวลานับร้อยนับพันปี อย่างนั้นหรือครับ เผอิญขนบงมงายที่คุณว่ามันเป็นสิ่งที่ผมไม่รู้สึก ว่างมงาย แต่เป็นคุณค่าของการบ่มเพาะมาด้วยคุณงามความดี ไม่เห็นว่าสิ่งที่เป็นอยู่แล้วพวกคุณอยากเปลี่ยนจะเคยทำร้าย ทำลาย ครอบครัว วงศ์ตระกูลของผมเลย”

“เสียใจที่คุณเป็นแบบนี้ ขนาดพ่อแม่ให้อิสระในการใช้ความคิดกับใช้ชีวิต กลับตีกรอบตัวเองด้วยการตัดสินวิธีการใช้ชีวิตของคนอื่นว่างมงาย”

“พ่อแม่พวกเขาไม่มีเวลามาสั่งสอนหรอก ก็เป็นพวกทรราชหนีออกไปนอกประเทศ คอยสร้างความแตกแยก ปั่นป่วน วุ่นวาย เอานักโทษเดนตายมานั่งชูคอบริหารราชการ จนประเทศไทยไม่มีความสงบสุขอย่างทุกวันนี้ไง  คุณกนกกำลังใจยังมีอีกเยอะแยะมากมาย คืนนี้จะรอเจอคุณกนกใน ข่าวข้น คนข่าว นะคะ”

“ขนบงมงาย?  ใครเหรอ? ให้คนที่พูดไปหาความหมายของคำนี้ก่อนดีกว่านะ แต่ “ขนบธรรมเนียม ประเพณี” มันถูกสั่งสอนมาแต่เล็ก ให้รัก ชาติ ศาสนา กษัตริย์ การรักและเทิดทูนใครก็เป็นการตัดใจสินของคนๆ นั้น ไม่ต้องมาชี้แนะหรอกนะ ถ้าคนที่พูดไม่ต้องการ ก็เชิญเทิดทูนตัวเอง แต่ผมน่ะ เทิดทูนสถาบันยิ่งชีวิตตัวเอง”

“ไม่วิจารณ์ค่ะ แต่คิดดีใจที่ไม่เคยสนับสนุนอะไรผู้ชายคนนี้เลย ด้วยผลงานของเค้าที่ออกมาคงคิดว่าตัวเองเหนือคนอื่น แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้พวกเราเห็นแล้วว่า ถึงแม้มีการการันตีรางวัลอะไรบางอย่าง ก็ไม่ได้ทำให้ความคิดริสร้างเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้าม เสียงเล่าอ้างนี้จะติดตัวคนผู้นี้ไปจนตลอดชีวิตของเค้า”

เรื่องที่สี่ สืบเนื่องจากที่นายกรัฐมนตรีได้เคยพูดไว้ ช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่จะจัดให้เด็กนักเรียนชั้น ป.1 มีแท็บเล็ตไว้ใช้ กับโครงการ “One Tablet per Child” ล่าสุด ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการคนใหม่เปิดเผยถึงการจัดหา แท็บเล็ตให้แก่โรงเรียนว่า งบประมาณที่ตั้งไว้ในปี 2555 ไม่เพียงพอให้แก่เด็ก ป.1 ทุกคน จึงได้มีการหารือขอเสนอใช้งบกลางฯ ในการจัดซื้อแท็บเล็ตอีก 900-1,000 ล้านบาท เพื่อซื้อแท็บเล็ตประมาณ 9 แสนเครื่องให้เด็ก 8.6 แสนคน ส่วนที่เหลือจะให้ครูได้นำไปใช้ในการสอน และอาจจะแจกให้แก่นักเรียนชั้น ป.4 บางส่วนในโรงเรียนนำร่อง

โดยคุณลักษณะหรือสเปคตำราที่จะใส่ไว้ในแท็บเล็ตนั้น จะบรรจุเฉพาะวิชาของชั้น ป.1 จำนวน 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ในลักษณะอีบุ๊ค ไม่ใช่มัลติมีเดีย เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด และสเปคของเครื่องแท็บเล็ตไม่สูง และจะได้ประสานกับกระทรวงไอซีทีให้ติดตั้ง Wifi ครอบคลุมโรงเรียน 34,000 แห่ง จากปัจจุบันที่มีอยู่เพียง 3,000 แห่ง

ส่วนแท็บเล็ตที่จัดซื้อให้เด็กยืมเรียน และนำกลับไปใช้ที่บ้าน 1 ปีการศึกษา ให้นำกลับมาคืนเมื่อจบปีการศึกษา หากเสียหายก็ให้นำมาให้ที่โรงเรียน เพื่อซ่อมบำรุง ซึ่งรัฐบาลจะดูแลค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เอง

โดยความเห็นของเหล่าบรรดาผู้ใหญ่ที่ล่วงเลยวัยมาแล้ว ต่างมีความเห็น ในเชิงไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้เป็นส่วนมาก

“เด็กตัวเท่านี้บางคนยังใส่เสื้อผ้าเองยังไม่ได้เลยแล้วจะรักษาอะไรกับแทบเล็ต เดือน 1 ให้เครื่องไม่ตกไม่่หล่นก่อนเถอะ เสียดายเงินที่เสียภาษีมากๆเลย”

“ไม่รู้ว่าเด็กได้ประโยชน์ จริงป่าว แต่ที่ได้แน่ๆ คือ พวกคนที่เอาเงินออกมาผลาญนี่แหละ แล้วที่ได้แน่ๆ อีกอย่างคือ ได้เป็นหนี้เพิ่มกันทั่วไทยแล้ว ณ บัดนี้ ของขวัญรัฐบาล ตอนรับปีใหม่ ทำไมรัฐบาลปลูกฝังค่านิยมแบบผิดๆ พัฒนาการศึกษาพื้นฐานการเรียนการสอนให้ดีก่อนเถอะ ของพวกนี้ มันเป็น ได้แค่อุปกรณ์เสริมแค่นั้นเอง”

“เปลืองโดยเปล่าแทนที่จะเอาไว้สร้างห้องสมุด ห้องไอที ในโรงเรียนให้ดีๆ ก็ไม่ทำ คิดได้เนอะยิ่งจะทำให้เด็กไทย ไร้สาระมากขึ้น หนังสือไม่อ่าน วันๆเล่นแต่เกม น่าขำจริง”

“ถ้า 1 ห้อง มีเด็ก 30 คน ถามจริงๆ ถ้าใช้ไป 1 เทอม จะเหลือใช้ได้จริงๆ กี่เครือง หรือบางโรงเรียนห่อใส่ตู้ไว้เหมือนหนังสือที่ได้มาใหม่ๆ ในห้องสมุดบางที่หรือปล่าว มี แต่ไม่ใด้ใช้”

ปิดท้ายเรื่องที่ห้า กับเทรนด์ท่าถ่ายรูปมาแรงของปี “คุกเข่าทีโบว์” (Tebow)  มาแรงแซงแพลงกิ้ง  เทรนด์ถ่ายรูปใหม่ แรงบันดาลใจจากหนุ่มทิม ทีโบว์ นักอเมริกันฟุตบอลที่มีชื่อเสียงในอเมริกาควอเตอร์แบ็กขวัญใจมหาชน ใช้ท่าทีโบว์ หรือท่าสวดภาวนา ก่อนการแข่งขัน กลายเป็นท่ายอดฮิตในโลกอินเตอร์เน็ต วิธีการ ก่อนจะนั่งให้ก้าวเท้าซ้าย 1 ก้าว แล้วย่อนั่ง คุกเข่าขวา ยกขาซ้ายตั้งฉาก ยกแขนขึ้นมากำมือจรดหน้าผาก ส่วนแขนอีกข้างปล่อยลง

ทิม ทีโบว์ นักอเมริกันฟุตบอล เจ้าของท่าฮิต : ที่มาภาพ httpnews.mthai.comgeneral-news150071.html )
ทิม ทีโบว์ นักอเมริกันฟุตบอล เจ้าของท่าฮิต ที่มาภาพ : httpnews.mthai.comgeneral-news150071.html
ที่มาภาพ : httpwww.talkystory.comp=25733
ที่มาภาพ : httpwww.talkystory.comp=25733

โดยคำว่า ทีโบว์ (Tebow) มีคำแปลในพจนานุกรมศัพท์สแลงที่ผู้ใช้สามารถเพิ่มเติมเนื้อหาได้ (Urban Dictionary) ว่า เป็นการคุกเข่าลง 1 ข้างก่อนจะเริ่มสวดภาวนา ไม่ว่าคนรอบข้างคุณจะกำลังทำอะไรก็ตามที่แตกต่างออกไป

แต่ก็ยังถูกบุคคลบางกลุ่ม แสดงความเห็นถึงความไม่เหมาะสมของท่าดังกล่าว จนถึงขั้นประกาศให้นักเรียนจากโรงเรียนในนิวยอร์ก ห้ามถ่ายรูปท่าดังกล่าว แต่ยิ่งห้ามก็ไม่เป็นผลอะไรกลับยิ่งทำให้ท่านี้เป็นที่นิยมมากขึ้นไปอีก และได้ถูกเผยแพร่ในเฟซบุ๊คทั่วสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกแล้ว

เมื่อปีที่แล้วท่าฮิตๆ อย่าง แพลงกิ้ง ก็สร้างความฮือฮาเป็นท่าถ่ายรูปประจำปี 2011 และตามมาติด ๆ อย่างท่าโพสต์ถ่ายรูปแบบไทยๆ พับเพียบไทยแลนด์ ที่สร้างความชื่นชอบของต่างชาติ เพราะแสดงเอกลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างน่าชื่นชม และท่าคุกเข่าทีโบว์ จะมาแรงได้เท่าแพลงกิ้ง หรือพับเพียบไทยแลนด์หรือไม่นั้น ต้องติดตาม แต่จากที่ได้ดู บางคนทำแอคติ้งได้น่ารักดีเหมือนกัน  คนเราสมัยนี้ก็มักหาอะไรแปลกๆ ทำเพื่อคลายเครียดอยู่เสมอจริงๆ

“การฮิตตามกัน กำลังกลายเป็นวัฒนธรรมรวมโลก หมายถึง สื่อถึงกัน ฮิตร่วมกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ชาติไหน ภาษาอะไร เพียงแค่มีอินเตอร์เน็ต เราก็ส่งถึงกัน เราก็ทำตามกัน อีกไม่นานจาก แพลงกิ้ง มาทีโบว์และคงจะมีอะไรตามมาอีก”

“ใครอยากเท่ห์ก็รีบทำซะนะ ฮาดี”

“ผมว่าท่า “ทีโบว์” ยังพอรับได้มากกว่า ท่า “แพลงกิ้ง” อีกนะเนี่ย”

“มีไอเดีย ตลอดนะคนเรา แต่ก็น่ารักดีค่ะ”

“น่ารั๊คอ่ะ ช่วยได้ สำหรับคนที่หาทางออกกับการโพสต์ท่าถ่ายรูปไม่เป็น”

“ดีนะคะ บางคนได้แต่ยืนยิ้ม ชู 2 นิ้ว เบื่อแล้ว จะโพสต์ท่าแบบ อั้ม พัชราภา หน้าตาก็ไม่เอื้ออำนวย ทำทีโบว์นี่แหละ 5555++”