เสียงท้วงติง – จากผู้อ่านถึงผู้อ่าน

27 กันยายน 2011

วิกฤติสาธารณสุขไทย มอง “ช้างทั้งตัว”
พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
ประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย
23 กันยายน 2554

สืบเนื่องจากจดหมายของน.ส.จอมขวัญ โยธาสมุทร นักวิจัยจากโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ ที่มีถึงกองบก. ThaiPublica ใน http://thaipublica.org/2011/09/editorial-letter-jomkwan/ นั้น ในฐานะที่ดิฉันเป็นผู้หนึ่งที่ทำงานอยู่ในวงการสาธารณสุขไทยโดยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในภาคราชการกระทรวงสาธารณสุขมาอย่างยาวนาน ดิฉันขอแสดงความคิดเห็นต่อจดหมายของคุณจอมขวัญฯ ดังนี้

1. การขาดทุนของโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข

การจัดการบริการสาธารณสุขนั้นถือเป็นบริการสาธารณะที่เป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องให้บริการประชาชน โดยพ.ร.บ.กระทรวง ทบวง กรม ได้กำหนดให้กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับภาระหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขแก่ประชาชน

ซึ่งในการจัดบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขนี้ แต่เดิมมา รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ให้เพียงพอแก่การดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข ในการสร้างอาคารสถานที่ ครุภัณฑ์ เวชภัณฑ์ วัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยี รวมทั้งงบประมาณในการซ่อมแซมและพัฒนา เพื่อให้สามารถรักษามาตรฐานการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขให้มีมาตรฐานและทันสมัย เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีมาตรฐานและมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเก็บค่าบริการตรวจรักษาจากประชาชนในราคาถูก(คิดกำไรค่ายาเพียง 10 % ของราคาทุน) แต่ประชาชนที่ยากจนไม่ต้องจ่ายเงิน โดยโรงพยาบาลสามารถเอาเงินที่เก็บค่าบริการ(เรียกว่าเงินบำรุงโรงพยาบาล)เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในการ “พัฒนาโรงพยาบาลและจ่ายค่าตอบแทนล่วงเวลา”แก่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลได้

แต่ในปี พ.ศ. 2545 รัฐบาลได้ตราพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 และได้จัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายในการให้บริการสาธารณสุขแก่ประชาชนเป็นรายหัวแก่ประชาชน 47 ล้านคน เริ่มจากคนละ 1,200 บาทต่อคนต่อปี โดยรัฐบาลจ่ายเงินงบประมาณในการรักษาประชาชนนี้ ให้แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยที่รัฐบาลได้รวมเอาเงินเดือนและค่าตอบแทนข้าราชการและบุคลากรสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุข รวมอยู่ในงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวนี้ด้วย ทำให้กระทรวงสาธารณสุขขาดงบประมาณในการซ่อมแซม ก่อสร้าง จัดซื้อและพัฒนาโรงพยาบาล รวมทั้งขาดงบประมาณในการจ่ายเงินเดือนแก่บุคลากรของกระทรวงสาธารณสุข และยังขาดรายได้จากการที่ไม่สามารถเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลจากประชาชน 47 ล้านคนในระบบสปสช.นี้ได้ตามปกติ กล่าวคือในปีพ.ศ. 2545-2549 โรงพยาบาลเก็บเงินค่ารักษาได้เพียงครั้งละ 30 บาท ไม่ว่าต้นทุนค่ารักษาจะมากน้อยเพียงใด และต่อมาในปี 2550 เป็นต้นมา โรงพยาบาลไม่สามารถเก็บเงินค่าบริการได้เลย รวมทั้งได้เงินจากสปสช.ไม่เต็มจำนวนเงินเหมาจ่ายรายหัวที่สปสช.ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน ทำให้โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขมีการขาดทุนหลายร้อยแห่ง

ภาวะดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้โรงพยาบาลต่างๆต้องเอาเงินบำรุงโรงพยาบาลที่มีอยู่เดิม มาใช้จ่ายเพื่อช่วยให้โรงพยาบาลมีเงินซื้อยามาให้การรักษาประชาชนได้ ทำให้ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขต้องหันมาปรับเพิ่มราคาค่าบริการต่างๆของโรงพยาบาลให้สูงขึ้นจากเดิมประมาณ 50-100 % ในปีพ.ศ. 2547 (1) เช่นเพิ่มค่ายาจากเคยคิดกำไร 10 % เป็น 30-50 % เพิ่มค่าตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ปัสสาวะ เอ็กซเรย์ และตรวจพิเศษอื่นๆอีกในอัตรามากกว่า 50 % ขึ้นไป เพื่อให้โรงพยาบาลได้รับงบประมาณค่าใช้จ่ายให้สามารถคุ้มทุนที่ต้องใช้ในการทำงานจริงๆ

แต่ราคาค่ายาและค่าห้องหรือค่าบริการต่างๆดังกล่าวแล้วนั้น โรงพยาบาลไม่สามารถเรียกเก็บจากสปสช.ที่จ่ายเงิน “ค่าบริการสาธารณสุข” แทนประชาชน 47 ล้านคนได้ เพราะสปสช.ตั้งราคากลาง และ DRG รวมทั้งกำหนดรายการยาต่างๆ ไว้แล้ว และสปสช.ไม่จ่ายเงินให้โรงพยาบาลตามการกำหนดราคาใหม่ให้คุ้มกับต้นทุนการดำเนินงานที่แท้จริง

แต่โรงพยาบาลสามารถเรียกเก็บ ค่าบริการสาธารณสุข”ที่มีราคา “สูงขึ้น” ได้จากระบบประกันสังคมและระบบสวัสดิการข้าราชการ (3)ซึ่งทำให้ผลการวิจัยต่างๆพบว่า ค่าใช้จ่ายในระบบสวัสดิการข้าราชการ “สูงขึ้น” มากกว่าค่าใช้จ่ายในระบบสปสช.อย่างเห็นได้ชัด ตามที่คุณจอมขวัญอ้างว่าเป็นผลการวิจัย แต่นักวิจัยไม่ยอมอ่านข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขว่า สาเหตุที่โรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขขาดทุน และเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นนั้น เนื่องจากการที่รพ.ของกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการ ขึ้นราคา”ค่าบริการและเก็บเงินได้จากสวัสดิการข้าราชการดังที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างต้นและตามข้อมูลจริงของกระทรวงสาธารณสุข(2)

2. เรื่องการตัดสินใจเรื่องชุดสิทธิประโยชน์การให้บริการทางสุขภาพ และการกำหนดรายการในบัญชียาหลักแห่งชาติ

ตามข้อกล่าวอ้างของคุณจอมขวัญฯ ว่าผู้ดูแลกองทุนต้องการยาที่มีประสิทธิผลและคุ้มค่า โดยยกตัวอย่างเพียงเรื่องวิตามินและการผ่าตัดเสริมความงามนั้น ดูจะเป็นการอ้างแบบ “พื้นๆ” เกินไป แต่ความเป็นจริงก็คือ คณะกรรมการยาหลักแห่งชาติหรือคณะกรรมการสปสช.นั้น ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ที่ทันสมัยกับการรักษาทุกโรคที่ในปัจจุบัน มียาใหม่ๆที่มีประสิทธิผลสูงสามารถรักษาโรคมะเร็งที่ร้ายแรงหรือรักษาอากรติดเชื้อที่รุนแรงได้มากขึ้นกว่าเดิม การกำหนดรายการยาที่ไม่ครอบคลุมโรคที่รุนแรงและแต่มียา “เดิมๆ” ที่เคยรักษามะเร็งหรือโรครุนแรงอื่นๆไม่หาย จะทำให้ผู้ป่วยสูญเสียโอกาสในการที่จะได้รับการรักษาที่ทำให้หายจากโรคและมีสุขภาพดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามที่มียานวัตกรรมใหม่ๆจะช่วยได้ ซึ่งการกำหนดรายการยา โดยเอา “เงิน” มาเป็นขีดจำกัดการรักษานั้น จะทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสได้รับการรักษาและไม่มีโอกาสได้รับยาที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณภาพในการรักษาโรคที่มีอาการร้ายแรง เช่น มะเร็งต่างๆ หรือโรคเอดส์ ที่มียาหรือนวัตกรรมใหม่ๆในการรักษาที่มีคุณภาพดีขึ้นมาก จนทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีอายุยืนยาวขึ้นกว่าเดิม ที่จะได้รับเพียงยาหรือการรักษาแบบเดิมๆ

ในปัจจุบัน ผู้ป่วยในระบบสวัสดิการข้าราชการนั้น แพทย์อาจสั่งยาที่มีคุณภาพสูง ที่มีการพัฒนาใหม่ หรือสามารถใช้นวัตกรรมใหม่ๆในการรักษาโรคมะเร็งหลายๆชนิด ที่เป็นยาที่ยังไม่บรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยให้ผู้ป่วยจ่ายค่ายาในส่วนนี้เอง หรือแพทย์ก็อาจจะสั่งใช้ยาเหล่านี้ ให้แก่ประชาชนที่จ่ายเงินเอง หรือมีประกันสุขภาพส่วนตัว (private insurance)หรือผู้ป่วยในโรงพยาบาลเอกชนได้ แต่แพทย์ไม่กล้าสั่งยานี้ให้ประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือระบบประกันสังคม เนื่องจากสปสช.หรือสปส.จะไม่ยอมจ่ายเงินค่ายาเหล่านี้(ที่อยู่นอกบัญชียาหลัก)คืนให้แก่โรงพยาบาล และแพทย์ก็ไม่กล้าขอให้ผู้ป่วยใน 2 ระบบนี้ จ่ายเงินค่ายาเพิ่ม เพราะผู้ป่วยจะไม่เข้าใจและกล่าวหาว่าแพทย์หรือโรงพยาบาล “เห็นแก่เงิน” ซึ่งทำให้ผู้ป่วยใน 2 ระบบนี้ พลาดโอกาสที่จะได้รับยานวัตกรรมใหม่ๆ ที่อาจจะมีราคาสูงแต่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นกัน

3. เรื่องการจำกัดการใช้ยาในระบบหลักประกัน 3 ระบบ

จะเห็นได้ชัดว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการยาหลักแห่งชาติ คณะกรรมการประกันสังคม และกรมบัญชีกลาง ต่างก็ใช้ “เงิน” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ในการรักษาสุขภาพ โดยไม่ได้คิดถึง “คุณภาพการรักษาและคุณภาพชีวิต” ของประชาชน โดยอ้างการมี “ทรัพยากรจำกัด” ซึ่งทำให้คณะกรรมการและกรมบัญชีกลาง “หลงเชื่อ”งานวิจัยที่ไม่ได้มองรอบด้าน คือนักวิจัยเหล่านี้ ไม่เปิดใจกว้างรับฟังข้อมูลตามสถานการณ์จริง จากภาคแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งล้วนก็เป็นผู้มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ หรือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการรักษา คิดแต่เรื่อง”จำนวนเงิน” ที่มีอยู่ เอามากำหนดให้แพทย์สั่งการรักษาผู้ป่วยตามมติคณะกรรมการหรือกรมบัญชีกลาง ซึ่งหลงเชื่อการอ้างงานวิจัยที่ไม่มองรอบด้าน ไม่ได้มองดู “ช้าง” ทั้งตัว คือมองเรื่องค่าใช้จ่ายเท่านั้นมองแต่จะ “ประหยัดเงิน” แต่ไม่ได้มองไปถึงการรักษาที่มีมาตรฐานและทันสมัย เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ให้ครอบคลุมทุกด้าน

และฝ่ายที่ต้องส่งมอบเงินให้โรงพยาบาลคือสปสช. ก็ยังจ่ายเงินไม่ครบตามที่ได้รับมาจากรัฐบาล ทำให้โรงพยาบาลขาดเงินหมุนเวียนในการทำงาน แต่คนเหล่านี้ต่างก็ออกมาโจมตีโรงพยาบาลว่า ต้องไม่แสวงกำไร ต้องไม่เอาเงินมาจ่ายค่าทำงานนอกเวลาราชการให้แก่บุคลากร เท่านั้น แต่ไม่ยอมมองว่า โรงพยาบาลของรัฐไม่ได้ต้องการผลกำไร แต่ต้องการ “เงินทุนหมุนเวียน” เพื่อมาจัดซื้อยา เวชภัณฑ์จัดหาอาคารสถานที่ตียง เทคโนโลยี และมีเงินจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร ให้เหมาะสมกับภาระงานตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

ฉะนั้นจึงขอเสนอ “ความจริง” (facts) ที่เห็นและเป็นอยู่” ในระบบบริการสาธารณสุขภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปทราบ ผ่านทาง thai publica มาเพื่อให้ช่วยกันเข้าใจในระบบบริการสาธารณะด้านสาธารณสุข เพื่อให้มีมุมมองโดยภาพรวม (เหมือนดูช้างทั้งตัว) ไม่ใช่มองแค่ “ทรัพยากรการเงิน” เท่านั้น ทั้งนี้โดยเอาคุณภาพชีวิตของประชาชนและมาตรฐานการแพทย์ที่ทันสมัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชนส่วนรวมทั้งประเทศ

เอกสารอ้างอิง

1. ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2547 เรื่องการคิดค่าบริการสาธารณสุข

2. รายงานสถานะการเงินหน่วยบริการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข http://hfo.cfo.in.th

  • ขอโต้แย้งข้อ 2

    การใช้ยาใหม่ๆ ไม่ได้หมายความว่าจะดีเสมอไป แม้แต่ผู้เชียวชาญก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันจะดีหรือไม่
    ถ้าทำใจให้เป็นกลางก็จะเข้าใจได้ว่าเหตุใด สปสช. จึงไม่อนุญาติให้ใช้ยาหลายๆ ตัวได้

    นอกจากนี้ก็ยอมรับเถอะว่า หมอมากมายก็ไม่ได้ให้ยาที่ถูกต้องตามหลักฐานและข้อมูลที่มีอยู่สักเท่าไหร่
    ยิ่งหมอเชี่ยวชาญมาก็เลือกใช้ยาแพงมาก (ทั้งๆ ที่ประโยชน์มันคุ้มหรือเปล่าไม่รู้)
    และนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าใช้จ่ายของ ขรก. สูงมาก
    ยกตัวอย่างเช่น lipitor ท

  • Tatoh

    เห็นใจหมอกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เห็นด้วยผู้เชี่ยวชาญบอกไม่ได้ ร่างกายมนุษย์สุดซับซ้อนและมันจะบอกเองว่า ยอม/ไม่ยอม ดังนั้นเวลาไป ร.พ จึงถูกถามว่าแพ้ยาอะไรบ้างทุกครั้ง lipitor ก็ใช้อยู่เม็ดละ ๒๐๐ กว่ากระมัง ก็เพราะว่ายอม/ไม่ยอมนี่แหละ ที่ว่า สปสช ยังจ่ายเงินไม่ครบตามที่ได้รับมาจากรัฐ ถ้าเป็นจริงก็น่าอาย หมอควรร้องศาลปกครอง(ใช่หรือเปล่า)ไปเลย หรือถ้าไม่จริง สปสช ก็ชี้แจงมาหรือจะฟ้องหมิ่นก็ไม่ว่า อยากให้ชัดเจน ส่วนผู้วิจัยและเปิดประเด็นมั่นใจไหมว่าวิจัยครอบคลุมทุกกรณีแล้ว นี่ก็รอบด้านไม่เข้าใครออกใครที่สุดแล้วนะ

  • araya

    ..ให้คนไข้รู้ข้อมูลเรื่องยาพอสังเขปใ แล้วให้คนไข้ตัดสินใจเองว่าจะใช้ยาใหม่หรือยาเก่า (ในบทความ เวลาเปรียบเทียบราคายาที่คนไข้ต้องจ่ายเอง เปรียบเทียบกับ ราคาข้างกล่อง หรือราคาต้นทุนที่สั่งซื้อ คะ )

  • Sitaporn Youngkong

    ขอทำความเข้าใจเรื่องของการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ ที่หลายๆ ท่านมักจะมองว่า ใช้แต่เรื่องเงินมาเป็นตัวตัดสิน ในสภาวะทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ประเทศไม่สามารถลงทุนกับทุกเรื่องได้เราจึงต้องเลือก การใช้เครื่องมือทางการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เป็นเพียงแค่ข้อมูลส่วนหนึ่งที่มาช่วยผู้กำหนดนโยบายในการตัดสินใจเลือก ยังมีข้อมูลด้านอื่นๆ ที่ผู้กำหนดนโยบายใช้ร่วมในการตัดสินใจค่ะ นอกจากนี้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ทางโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพจัดทำ ก็มิใช่ออกมาจากเราหน่วยงานเดียวหากแต่เป็นผลที่เกิดจากข้อตกลงร่วมกันของนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งมิได้กำหนดจากผลของ economic evaluation เท่านััน

    หากท่านผู้เขียนติดตามเรื่องของการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน (เริ่มตั้งแต่ปี 2553) ท่านจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง การดำเนินการตัดสินใจนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ ยา และ intervention อื่นๆ เข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ ขั้นตอนการดำเนินงาน และเหตุผลที่ผู้กำหนดนโยบายใช้ในการตัดสินใจ โดยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ต้นกระบวนการ เรื่องความคุ้มค่าเป็นเพียงแค่เหตุผลเดียวในหลายๆ เหตุผลที่มีการกำหนดไว้โดยความเห็นชอบจากหลายๆ ภาคส่วนค่ะ

    • หมอที่ต้องทนเห็นนำ้ตาคนไข้

      หากเป็นดังที่กล่าวอ้างมาจริง ทางสปสช.ก็ควรจะบอกความจริงให้ผู้ป่วยและประชาชนทั่วไปรับทราบด้วยสิครับว่าทรัพยากรมีจำกัดดังนั้นเอายาห่วยๆของเราไปใช้นะ ใช้ยาแพงหรือยาใหม่ไม่ได้นะ ไม่ใช่โฆษณาว่าได้ทุกอย่างแล้วถึงเวลาให้พวกผมที่เป็นผู้รักษารับหนังหน้าไฟคุยกับคนไข้เอาเอง
      คุยเคยไหมครับ ความรู้สึกที่มีคนไข้มาร้องไห้ต่อหน้าคุณ คุณอยากรักษาเขาให้เต็มความสามารถ ตามมาตราฐานสากล แต่คุณทำไม่ได้เพราะให้การศึกษาที่คุณบอกว่าคิดมาดีแล้วเนี่ยแหละ การรักษาในปัจจุบันมันก้าวไกลไปมาก ผมไม่เชื่อหรอกนะครับว่าคนที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญสาขานั้นๆจะตามทัน มีแต่ความรู้หลังเขาแล้วก็เอามาบังคับพวกผมให้ทำตามมันทุเรศครับ ไม่อบ่างนั้นก็เขียนตำรามาเลยเป็นของสปสช.โดยเฉพาะ ใช้เฉพาะในประเทศไทย ให้รู้ว่าเป็นโรคนี้อาการนี้ให้ส่งตรวจหรือจ่ายยาได้ตามนี้เท่านั้นจะได้ตรงกับคำโฆษณาของพวกท่านที่บอกประชาชนไงครับ คุณลองคิดดูแล้วกันว่าไอ้โมเดลนี้ของคุณมันจะทำให้วงการแพทย์เรามันเจริญก้าวหน้าทัดเทียมประเทศอื่นเขาได้ไหม
      ถ้อยากได้ตัวอย่างชัดๆนะครับ กรณีตัวอย่างที่หนึ่ง คนไข้เป็นนิ่วในถุงน้ำดี เคยอักเสบ ควรได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ปัจจุบันการรักษามาตราฐาน(ขอย้ำว่ามาตราฐานนะครับ)คือการผ่าตัดโดยการส่องกล้อง มีการศึกษาจนทะลุปรุโปร่งแล้วว่าดีกว่าผ่าแบบเปิดเนื่องจากเจ็บน้อยกว่า อยู่รพ.สั้นกว่า คนไข้กลับไปทำงานได้เร็วกว่า. แต่ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะซึ่งมีราคาแพงกว่า ราคารพ.รัฐบาลสำหรับการผ่าตัดแบบนี้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณสามหมื่นถึงห้าหมื่นบาท(รวมค่ายา ค่านอนรพ.) แต่สปสช.จ่ายเท่าไรครับ คุณคงรู้อยู่แก่ใจใช่ไหม. ด้วยเหตุนี้รพ.ต้นสังกัดคนไข้ที่ไม่สามารถผ่าแบบส่องกล้องได้ก็จะไม่ส่งตัวคนไข้ต่อมาเพราะจะขาดทุน ผ่าเองแบบผ่าเปิดถูกกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนไข้มาหาผมเอง มาขอให้ผมผ่าให้ แต่คนไข้ก็ไม่มีเงินพอจะจ่ายเอง จะขอหนังสือส่งตัวก็ไม่ได้ มานั่ร้องไห้กับผม ถามหน่อย ให้ผมทำอย่างไรครับ ผ่าให้ตามมาตราฐานวิชาชีพ คุณก็ไม่จ่ายเงินให้รพ.ตามค่าใช้จ่ายจริง ไม่ผ่าให้คนไข้ก็แย่ ความผิดอยู่ที่ใครครับ(อย่าไปโทษคนอื่นนะ คุณน่ะแหละ)
      ตัวอย่างที่สอง คนไข้มะเร็งท่อน้ำดีระยะลุกลาม มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง ตามมาตราฐานแม้คนไข้จะอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน ก็ควรได้รับการรักษาบรรเทาอาการเหลืองโดยการส่องกล้องใส่ท่อระบายนำ้ดี ท่อระบายมีสองแบบ แบบพลาสติก ราคาถูก แต่ตันง่าย ต้องเปลี่ยนทุก 3 เดือน กับท่อเหล็กตันยาก อยู่ได้เกือบปี แต่แพงกว่า ราคาประมาณสามหมื่นบาท ทายซิ คนไทยได้สิทธไหน….ถูกต้องแล้วคร้าบ จัดไป ท่อพลาสติกเท่านั้น อะไรนะ อยากได้ท่อเหล็กเพราะจะได้ไม่ต้องมาเปลี่ยนบ่อยๆจะได้เอาเวลาที่เหลืออยู่ไปรำ่ลาคนที่บ้าน ได้ครับแต่ต้องจ่ายเองนะครับ คือเงินจะมารพ.ยังไม่มีเลย จะให้คนไข้เอาเงินที่ไหนมาจ่าย. อะไรนะให้ผมมีจรรยาบรรณ. รักษาไปเต็มที่อย่าคิดเรื่องเงิน เอ๋แล้วใครกำหนด DRG. มาบังคับพวกผมใช้หว่า. ศึกษามาดีแล้วนี่
      เอาอีกไหม ผมมีอีกเยอะนะ จากนโยบายของคุณไง ที่คิดว่าดี คิดว่าฉลาดหน่ะ นอกจากนั่งดูตัวเลขแล้วเคยลงมาดูความเป็นจริงไหม
      ผมกลุ้มกับประเทศเราที่เอานักวิชาการสั่วๆมาออกนโยบายนี่เสียจริง อ้างอิกเอกสารวิชาการแต่ล่ะอย่างก็โชว์โง่ตลอด อ่านแล้วก็วิเคราะห์ไม่เป็น อันใครเชื่อถือได้หรือไม่ก็แยกแยะไม่ออก มันถึงเจริญไงครับ. พอมีใครท้วงก็เล่นง่ายๆคือไปว่าเขาเลว เขาเป็นหมอพาณิชย์ ให้ตัวเองดูดีมีคุณธรรมอยู่คนเดียว ทุเรศครับ
      กองบก.ลองพิจราณาดูกรณีตัวอย่างของผมนะครับ แล้วลองไปหาความจริงดูว่าเป็นอย่างที่ผมบอกจริงไหม

  • ลองมาเป็นคนไข้บ้างไหม

    หากเป็นดังที่กล่าวอ้างมาจริง ทางสปสช.ก็ควรจะบอกความจริงให้ผู้ป่วยและประชาชนทั่วไปรับทราบด้วยสิครับว่าทรัพยากรมีจำกัดดังนั้นเอายาห่วยๆของเราไปใช้นะ ใช้ยาแพงหรือยาใหม่ไม่ได้นะ ไม่ใช่โฆษณาว่าได้ทุกอย่างแล้วถึงเวลาให้พวกผมที่เป็นผู้รักษารับหนังหน้าไฟคุยกับคนไข้เอาเอง
    คุยเคยไหมครับ ความรู้สึกที่มีคนไข้มาร้องไห้ต่อหน้าคุณ คุณอยากรักษาเขาให้เต็มความสามารถ ตามมาตราฐานสากล แต่คุณทำไม่ได้เพราะให้การศึกษาที่คุณบอกว่าคิดมาดีแล้วเนี่ยแหละ การรักษาในปัจจุบันมันก้าวไกลไปมาก ผมไม่เชื่อหรอกนะครับว่าคนที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญสาขานั้นๆจะตามทัน มีแต่ความรู้หลังเขาแล้วก็เอามาบังคับพวกผมให้ทำตามมันทุเรศครับ ไม่อบ่างนั้นก็เขียนตำรามาเลยเป็นของสปสช.โดยเฉพาะ ใช้เฉพาะในประเทศไทย ให้รู้ว่าเป็นโรคนี้อาการนี้ให้ส่งตรวจหรือจ่ายยาได้ตามนี้เท่านั้นจะได้ตรงกับคำโฆษณาของพวกท่านที่บอกประชาชนไงครับ คุณลองคิดดูแล้วกันว่าไอ้โมเดลนี้ของคุณมันจะทำให้วงการแพทย์เรามันเจริญก้าวหน้าทัดเทียมประเทศอื่นเขาได้ไหม
    ถ้อยากได้ตัวอย่างชัดๆนะครับ กรณีตัวอย่างที่หนึ่ง คนไข้เป็นนิ่วในถุงน้ำดี เคยอักเสบ ควรได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ปัจจุบันการรักษามาตราฐาน(ขอย้ำว่ามาตราฐานนะครับ)คือการผ่าตัดโดยการส่องกล้อง มีการศึกษาจนทะลุปรุโปร่งแล้วว่าดีกว่าผ่าแบบเปิดเนื่องจากเจ็บน้อยกว่า อยู่รพ.สั้นกว่า คนไข้กลับไปทำงานได้เร็วกว่า. แต่ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะซึ่งมีราคาแพงกว่า ราคารพ.รัฐบาลสำหรับการผ่าตัดแบบนี้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณสามหมื่นถึงห้าหมื่นบาท(รวมค่ายา ค่านอนรพ.) แต่สปสช.จ่ายเท่าไรครับ คุณคงรู้อยู่แก่ใจใช่ไหม. ด้วยเหตุนี้รพ.ต้นสังกัดคนไข้ที่ไม่สามารถผ่าแบบส่องกล้องได้ก็จะไม่ส่งตัวคนไข้ต่อมาเพราะจะขาดทุน ผ่าเองแบบผ่าเปิดถูกกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนไข้มาหาผมเอง มาขอให้ผมผ่าให้ แต่คนไข้ก็ไม่มีเงินพอจะจ่ายเอง จะขอหนังสือส่งตัวก็ไม่ได้ มานั่ร้องไห้กับผม ถามหน่อย ให้ผมทำอย่างไรครับ ผ่าให้ตามมาตราฐานวิชาชีพ คุณก็ไม่จ่ายเงินให้รพ.ตามค่าใช้จ่ายจริง ไม่ผ่าให้คนไข้ก็แย่ ความผิดอยู่ที่ใครครับ(อย่าไปโทษคนอื่นนะ คุณน่ะแหละ)
    ตัวอย่างที่สอง คนไข้มะเร็งท่อน้ำดีระยะลุกลาม มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง ตามมาตราฐานแม้คนไข้จะอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน ก็ควรได้รับการรักษาบรรเทาอาการเหลืองโดยการส่องกล้องใส่ท่อระบายนำ้ดี ท่อระบายมีสองแบบ แบบพลาสติก ราคาถูก แต่ตันง่าย ต้องเปลี่ยนทุก 3 เดือน กับท่อเหล็กตันยาก อยู่ได้เกือบปี แต่แพงกว่า ราคาประมาณสามหมื่นบาท ทายซิ คนไทยได้สิทธไหน….ถูกต้องแล้วคร้าบ จัดไป ท่อพลาสติกเท่านั้น อะไรนะ อยากได้ท่อเหล็กเพราะจะได้ไม่ต้องมาเปลี่ยนบ่อยๆจะได้เอาเวลาที่เหลืออยู่ไปรำ่ลาคนที่บ้าน ได้ครับแต่ต้องจ่ายเองนะครับ คือเงินจะมารพ.ยังไม่มีเลย จะให้คนไข้เอาเงินที่ไหนมาจ่าย. อะไรนะให้ผมมีจรรยาบรรณ. รักษาไปเต็มที่อย่าคิดเรื่องเงิน เอ๋แล้วใครกำหนด DRG. มาบังคับพวกผมใช้หว่า. ศึกษามาดีแล้วนี่
    เอาอีกไหม ผมมีอีกเยอะนะ จากนโยบายของคุณไง ที่คิดว่าดี คิดว่าฉลาดหน่ะ นอกจากนั่งดูตัวเลขแล้วเคยลงมาดูความเป็นจริงไหม
    ผมกลุ้มกับประเทศเราที่เอานักวิชาการสั่วๆมาออกนโยบายนี่เสียจริง อ้างอิกเอกสารวิชาการแต่ล่ะอย่างก็โชว์โง่ตลอด อ่านแล้วก็วิเคราะห์ไม่เป็น อันใครเชื่อถือได้หรือไม่ก็แยกแยะไม่ออก มันถึงเจริญไงครับ. พอมีใครท้วงก็เล่นง่ายๆคือไปว่าเขาเลว เขาเป็นหมอพาณิชย์ ให้ตัวเองดูดีมีคุณธรรมอยู่คนเดียว ทุเรศครับ
    กองบก.ลองพิจราณาดูกรณีตัวอย่างของผมนะครับ แล้วลองไปหาความจริงดูว่าเป็นอย่างที่ผมบอกจริงไหม

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม