เสียงท้วงติงจากผู้อ่าน – จดหมายถึงกองบรรณาธิการ

24 กันยายน 2011

[อัพเดท 26 ก.ย. 54: อ่านจดหมายโต้ตอบจาก พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
ประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ได้ที่นี่]

เรียนกองบรรณาธิการ ThaiPublica ที่เคารพ

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับการเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ดิฉันเห็นว่าในทุกวงการมีปัญหาทั้งนั้น ในวงการสาธารณสุขเองก็เช่นเดียวกับวงการอื่นๆ มีผู้เล่นที่เกี่ยวข้องมากมาย (ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ บริษัทยาและเครื่องมือแพทย์ กลุ่มแพทย์ สมาคมวิชาชีพต่างๆนักวิชาการ NGOs กลุ่มประชาชน และกลุ่มผู้ป่วยทุกฝ่ายล้วนได้และเสียผลประโยชน์ของตนเองหรือกลุ่มของตนจากการดำเนินนโยบายทั้งนั้น แต่ที่สำคัญที่สุดคือประโยชน์โดยรวมที่จะเกิดกับประเทศ) และปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องคอรัปชั่นนั้นมีอยู่ในทุกระดับทุกองค์กร ดิฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่อยากเห็นสังคมไทยมีการเข้าถึงข้อมูลที่จะเพิ่มพลังอำนาจให้กับสังคมในการรู้เท่าทันและดำเนินการเพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมในสังคม ดังนั้นตามที่เรียนไปในตอนต้น หากทางกองบก.ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้เลยนะคะ ยินดีที่จะช่วยตรวจสอบข้อมูลค่ะ

ขอบคุณค่ะ
จอมขวัญ โยธาสมุทร

……..

ดิฉัน นางสาวจอมขวัญ โยธาสมุทร นักวิจัยจากโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ ดิฉันได้มีโอกาสอ่านบทความเรื่อง “ฤาจะถึงกาลล่มสลายของระบบสาธารณสุขไทย” ประกอบกับได้ทราบถึงความตั้งใจที่ดีของกองบรรณาธิการที่ต้องการตีแผ่ความจริง และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนเพื่อให้รู้เท่าทันประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

อย่างไรก็ตามเมื่อได้อ่านบทความดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพบว่าข้อมูลที่นำมาเผยแพร่นั้นไม่มีการอ้างอิงหลักฐานที่น่าเชื่อถือหรือในบางประเด็น เป็นเพียงสมมติฐานของผู้เขียนซึ่งมิได้แสดงตน ดิฉันทำงานวิจัยระบบสุขภาพมาระยะเวลาหนึ่ง ได้ศึกษาและเห็นข้อเท็จจริงหลายอย่างที่ขัดแย้งจึงอยากเสนอมุมมองที่แตกต่างต่อประเด็นเหล่านี้ให้ทางกองบรรณาธิการพิจารณา

1. การขาดทุนของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข

ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจในเรื่องวัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจการโดยรัฐให้ตรงกันก่อน กิจการของภาครัฐนั้นมีวัตถุประสงค์หรือ “ผลกำไร” ที่ต้องการต่างจากภาคเอกชน ในมุมมองของผู้ให้บริการสาธารณสุขภาครัฐ เงินทุกบาททุกสตางค์ (ที่ได้จากประชาชนจากภาษีทุกประเภท) ที่ลงทุนไปนั้น ก็เพื่อ “สุขภาพ หรือ สุขภาวะ” ที่ดีขึ้นของประชาชนไทยซึ่งเป็นผู้เสียภาษีให้รัฐจัดบริการขั้นพื้นฐาน การทำกำไรที่เป็นตัวเงินไม่น่าจะเป็นจุดมุ่งหมายของกิจการของภาครัฐ ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ผู้เขียนบทความอาจเกิดความเข้าใจผิดในบทบาทของผู้ให้บริการในภาครัฐ ซึ่งเป็นแนวคิดที่สำคัญที่จะพิจารณาเรื่องกำไรหรือขาดทุน (คำว่าเกินดุล/ขาดดุล น่าจะมีความเหมาะสมกับกรณีนี้มากกว่า กำไร/ขาดทุน เช่นเดียวกับการบริหารงบประมาณของรัฐบาล)

หากพิจารณาเรื่องกำไรขาดทุนในทางบัญชีมีโรงพยาบาล 343 แห่ง (กรณีไม่นับค่าเสื่อมราคา) และ 584 แห่ง (กรณีนับค่าเสื่อมราคา) จากทั้งหมด 840 แห่ง มีรายรับจากงบประมาณ น้อยกว่ารายจ่ายจริง [1] อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว พบปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการขาดทุนของโรงพยาบาล เช่น ที่ตั้ง จำนวนบุคลากรต่อผู้ป่วย การบริหารจัดการวันนอนของผู้ป่วย เป็นต้น

ผู้วิจัยเสนอว่าการบริหารจัดการในเรื่องของจำนวนบุคลากรของโรงพยาบาล การบริหารคลังยา และจำนวนวันที่ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลจะช่วยควบคุมจำนวนเงินที่ขาดทุนได้ [2] งานวิจัยชิ้นนี้ได้ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ ในการบริหารกิจการของรัฐแบบเกินดุลหรือขาดดุลนั้น มีปัจจัยหลายอย่างมาเกี่ยวข้อง

ดังนั้นการด่วนสรุปว่า “เป็นเพราะมีระบบประกันสุขภาพจึงทำให้โรงพยาบาลขาดทุน” อาจดูเป็นบทสรุปที่ง่ายเกินไป ไม่ได้พิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านเพราะสาเหตุที่จะทำให้โรงพยาบาลขาดดุล อาจเกิดได้หลายประการดังเช่นได้กล่าวไปแล้ว จะเห็นได้ว่าปัญหาดังกล่าวแท้จริงแล้วมีความซับซ้อน หากพิจารณาอย่างไม่รอบด้านอาจนำไปสู่ข้อเสนอเพื่อการแก้ปัญหาที่ไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นหากพิจารณาย้อนหลังก่อนมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สถานการณ์บริหารรายรับรายจ่ายที่ขาดดุลนี้ก็เกิดขึ้นในอดีตเช่นกัน

2. การตัดสินใจเรื่องชุดสิทธิประโยชน์การให้บริการทางสุขภาพ และการกำหนดรายการยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ
ในการบริหารระบบประกันสุขภาพนั้น นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า “ทรัพยากรมีจำกัด” และสินค้าสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นยา และการบริการทางการแพทย์ที่มีอยู่อย่างดาษดื่นในตลาดสุขภาพภาพนั้น มิใช่ทุกอย่างที่มีประสิทธิผล และคุ้มค่าสำหรับผู้ดูแลกองทุนประกันสุขภาพจะจัดหาให้กับประชาชนทุกคน ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า การให้วิตามิน/อาหารเสริมทุกชนิดที่มีขายตามท้องตลาดกับผู้ประกันตน หรือการให้บริการผ่าตัดเสริมความงาม คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี และไม่มีระบบประกันสุขภาพที่มีประสิทธิภาพแห่งใดสนับสนุน

ประเทศไทยมีกองทุนประกันสุขภาพ 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนสวัสดิการข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทั้งนี้ในการเบิกจ่ายยาใดๆก็ตาม ทั้งสามกองทุนจะพิจารณาจากรายการยาที่เรียกว่า “บัญชียาหลักแห่งชาติ” ซึ่งเป็นรายการยาที่ประชาชนมีสิทธิได้รับ การพิจารณารายการยาในบัญชียาหลักแห่งชาตินั้นดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ และมีการประกาศหลักเกณฑ์ประกอบการพิจารณาที่ชัดเจน เช่น ความปลอดภัย ประสิทธิผล และต้นทุนต่อประสิทธิผลของยานั้นๆ ซึ่งเกณฑ์เหล่านี้มีการประกาศไว้อย่างชัดเจน ตรวจสอบได้ ข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิผลนั้นส่วนใหญ่มาจากการทดลองเชิงคลินิกในต่างประเทศ ส่วนข้อมูลต้นทุนประสิทธิผลนั้นเป็นข้อมูลภายในประเทศ โดยปัจจุบันมีการออกคู่มือแนวทางการประเมินต้นทุนประสิทธิผลสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนนี้มาประกอบการพิจารณาคัดเลือกยา

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ถูกนำมาใช้ในการคัดเลือกยาเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติและเพื่อคัดเลือกบริการทางการแพทย์ต่างๆ เข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพสำหรับสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (หลักการนี้ปัจจุบันไม่ได้ใช้ในกรณีชุดสิทธิประโยชน์ของสิทธิข้าราชการและประกันสังคม) โดยการประเมินดังกล่าวเป็นการพิจารณาเปรียบเทียบต้นทุนกับประโยชน์ (ในที่นี้ใช้ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากอายุขัยเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นและจากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น) ซึ่งกระบวนการทั้งหมดเป็นการทำงานในเชิงวิชาการที่มีการกำหนดมาตรฐานอย่างชัดเจน โดยนักวิชาการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งผู้แทนจากภาคเอกชน [3]

ปัจจุบันสวัสดิการข้าราชการมีการใช้งบประมาณต่อประชากรมากกว่าสวัสดิการอื่นๆ อย่างชัดเจน โดยหากพิจารณาจำนวนประชากรภายใต้ระบบประกันต่อจำนวนงบประมาณที่ใช้ไป ในปี 2551 สวัสดิการข้าราชการใช้งบประมาณ 58,000 ล้านบาทต่อประชากรประมาณ 5 ล้านคน (ประมาณ 11,600 บาทต่อคนต่อปี) ในขณะที่ระบบประกันสังคม ใช้งบประมาณในการรักษาพยาบาลสมาชิกผู้ประกันตนเป็นเงินประมาณ 17,700 ล้านบาท สำหรับประชากร 8 ล้านคน (ประมาณ 2,140 บาท ต่อคนต่อปี) และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งดูแลประชากร 47 ล้านคน มีการใช้งบประมาณ 98,700 ล้านบาท (ประมาณ 2,100 บาทต่อคนต่อปี) ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่กองทุนสวัสดิการข้าราชการ กรมบัญชีกลางจึงควรหันมาพิจารณาถึงความจำเป็นความเหมาะสมของการคัดเลือกยาและมาตรการที่เหมาะสมเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ ด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่า “ทรัพยากรมีจำกัด”

3. “…เมื่อระบบสาธารณสุขของประเทศเราไม่ก้าวหน้าจากการที่บริษัทยาต่างชาติไม่สามารถขายยาให้กับคนไทยได้เพราะกรมบัญชีกลางพยายามออกกฎระเบียบที่ไม่ให้ข้าราชการใช้ยาที่ผลิตจากบริษัทต่างประเทศชาวต่างชาติก็ไม่อยากมาเที่ยวมาลงทุนเพราะคนมีเงินไม่มีใครอยากมาอาศัยอยู่ในประเทศที่ระบบสาธารณสุขไม่ดี …” (อ้างจากบทความดังกล่าว)

ผู้เขียนบทความดังกล่าวอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องการให้บริการทางสุขภาพแก่ชาวต่างชาติ ในมุมมองของรัฐและประชาชนไทยผู้เสียภาษี การให้บริการสาธารณสุขในขั้นพื้นฐานนั้นควรเน้นที่ประชาชนภายในประเทศเป็นหลักมิใช่กิจการที่มุ่งหวังทำกำไรบนความขาดแคลนของประชาชนในประเทศ ประเด็นสำคัญที่พึงพิจารณาคือ สินค้าและบริการทางสุขภาพมิใช่สิ่งทอ ยางพารา หรือสินค้าเกษตรที่ผลิตได้อย่างเหลือเฟือเกินความต้องการของคนในประเทศและเพียงพอจะเป็นสินค้าส่งออก

นอกจากนั้นไม่เคยมีหลักฐานระบุว่าระบบสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจมาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
ในฐานะประชาชนคนหนึ่งอยากเรียนเสนอกองบรรณาธิการให้มีการตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลและนำเสนอข้อมูลที่มีหลักฐานวิชาการที่น่าเชื่อถือได้มาอ้างอิง มิใช่กล่าวหาด้วยอคติจากกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์บางกลุ่ม [4] และควรนำเสนอข้อมูลจากหลายด้าน มิเช่นนั้นก็จะไม่ต่างอะไรจากสื่อกระแสหลักที่เสนอข้อมูลเฉพาะด้าน ส่งผลให้ในท้ายที่สุดประชาชนซึ่งเป็นผู้เสพข้อมูลก็จะไม่เกิดการเรียนรู้และก็ยังคง “ไม่รู้เท่าทัน” ประเด็นสำคัญต่างๆ ในสังคมอยู่ดี

การทำให้เกิดการรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะในภาคสาธารณสุขนั้น ในความเป็นจริงมีการเผยแพร่เอกสารที่มีหลักฐานเชิงวิชาการสนับสนุนอยู่มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการวิจัยที่มีระเบียบวิธีที่ถูกต้อง มีการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ มีที่มาที่ไป มักไม่ใช่บทความที่เลื่อนลอย ผู้อ่านสามารถค้นหาได้ไม่ยากจึงอยากให้นำเสนอแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือก ไม่อยากให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มักง่ายและเลือกเสพข้อมูลเฉพาะที่อยู่ตรงหน้าหรือที่นำมาป้อนให้ถึงที่เพียงอย่างเดียวซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดๆ ในสังคมมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเรื่องสุขภาพซึ่งตามธรรมชาติมักเป็นข้อมูลที่มีปัญหาเรื่องความไม่สมบูรณ์ของการรับข้อมูลอยู่มาก

ทั้งนี้ดิฉันได้แนบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพของไทยทั้งที่ตีพิมพ์ในวารสารภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้พิจารณา หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้นะคะ (ค้นหาเอกสารเพิ่มเติม http://kb.hsri.or.th/dspace/)

จอมขวัญ โยธาสมุทร

1. รายงานสถานการณ์การคลังและประสิทธิภาพของสถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ไตรมาส 4
(กรกฎาคม – กันยายน 2553), สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย.2554

2. สุรฉัตร ง้อสุรเชษฐ์ และอรรถพล ศรเลิศล้ำวาณิช,รายงานการวิจัยเรื่อง การศึกษาลักษณะของโรงพยาบาลในประเทศไทยที่มีผลดำเนินการขาดทุนหรือกำไร หลังจากปีแรกของการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า, ภาควิชาบริหารเภสัชกิจ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.2547

3. คู่มือการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพสำหรับประเทศไทย 2551

4. ในการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ “ผลประโยชน์” ไม่ได้หมายถึงเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว ดังนั้นผู้เล่นทุกคนในระบบสุขภาพรวมถึงประชาชนเองก็ล้วนเป็นผู้ได้และเสียผลประโยชน์จากการดำเนินนโยบายสาธารณสุขทั้งนั้น

  • มธ17

    เห็นด้วยกับคุณจอมขวัญ ผมไม่ใ่ช่หมอ แต่ก็พอมีเพื่อนเป็นหมอและรู้เรื่องยาอยู่บ้าง ถ้อยคำที่น่าเกลียดที่สุดของผู้เขียนบทความคือ อ้างว่าระบบสาธารณสุขไม่ก้้าวหน้าเพราะบริษัทยาต่างชาติไม่สามารถขายยาให้คนไทยได้

    ยาไม่ใช่ของวิเศษ มันมีระดับของการใช้ เหมือนยาปฏิชีวนะ ใช้ยาแรงตั้งแต่แรกก็ดื้อยา แต่คลินิกเอกชน รพ.เอกชน ไม่สนใจหรอก จริงไหม ยาแก้ปวดเราใช้ยาพาราขององค์การเภสัช อาจจะไม่ดีเท่ายาพาราที่ขายในร้านบูทส์ แต่ประสิทธิภาพมันก็ต่างกันนิดเดียว ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ เทียบกับยาแพงๆ ของบริษัทยา ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ บางตัวอาจจะคุณภาพต่ำกว่า 5-10% แต่ราคาต่างกัน 2-3-4-5 เท่า มีข้อยกเว้นเพียงยารักษาเฉพาะโรค เช่นยามะเร็งบางตัว หรือโรคหายาก ที่ต้องพึ่งยาตัวใหม่ๆ จากบริษัทยา

    เมื่อจะทำระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล ดูแลคน 47 ล้านทั้งประเทศ เราจะเลือกแบบไหนล่ะ เราก็ต้องเลือกประสิืทธิภาพในระดับที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศรองรับได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเลวร้าย แต่พวกหมอมักล้างสมองเราว่าถ้าไม่ใช้ยาของบริษัทต่างชาติ (ที่มีดีเทลยาเดินกันขวักไขว่ เชิญหมอไปประชุมสัมมนาต่างประเทศ) การรักษาก็ไม่มีคุณภาพ

    ที่ว่าต่างชาติไม่มาเที่ยวไม่มาลงทุนนี่ ยิ่งน่าหัวเราะ ต่างชาติที่ไหนจะมาเข้าคิวตาม รพ.รัฐ (มีแต่พม่า เขมร ลาว) รพ.เอกชนแพงๆ ทุกวันนี้เขารับต่างชาติเป็นหลักอยู่แล้ว

  • http://twitter.com/papawin Paween

    ขอบคุณสำหรับข้อมูลอีกด้านที่นำมาให้พิจารณากันครับ

  • จอมแหล

    ท่าทางผู้เขียนคงยังไม่เคยป่วยเองก็คงอ้างได้แต่ถ้าพ่อแม่ญาติพี่น้องหรือคนสำคัญที่สุดในชีวิตป่วยเราก็คงอยากให้เค้าได้รับในสิ่งที่ดีที่สุดถึงแม้จะต้องขายทรัพย์สมบัติมารักษาก็ตาม นึกถึงใจเค้าใจเรา ไปกวาดล้างพวกนักการเมืองคอรัปชั่นจะดีกว่านะจะได้เอาเงินมาพัฒนาคนพัฒนาประเทศ

    • Sitaporn Youngkong

      เราทุกคนก็มีโอกาสป่วยกันทั้งนั้นค่ะ และใครๆ ก็อยากให้สิ่งที่ดีที่สุดทั้งนั้น เพียงแต่ทุกๆ คน คงไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดในความคิดของตนเอง เพราะข้อจำกัดหลายอย่าง คุณคงจะระทมกว่านี้ หากผู้กำหนดนโยบายตัดสินใจตามอำเภอใจ ไม่มองข้อมูลเชิงวิชาการนะคะ

  • pop

    นี่มันชีวิตคนนะคุณ….. จะมาอ้างอะไรมากมายไม่เข้าท่า

  • Drchurchoo

    วิกฤติสาธารณสุขไทย
    มอง ?ช้างทั้งตัว?
    พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
    ประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย
    23 กันยายน 2554
    สืบเนื่องจากจดหมายของน.ส.จอมขวัญ โยธาสมุทร นักวิจัยจากโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ ที่มีถึงกองบก.thai publica ใน http://thaipublica.org/2011/09/editorial-letter-jomkwan/ นั้น ในฐานะที่ดิฉันเป็นผู้หนึ่งที่ทำงานอยู่ในวงการสาธารณสุขไทยโดยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในภาคราชการกระทรวงสาธารณสุขมาอย่างยาวนาน ดิฉันขอแสดงความคิดเห็นต่อจดหมายของคุณจอมขวัญฯ ดังนี้
    1.การขาดทุนของโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข
    การจัดการบริการสาธารณสุขนั้นถือเป็นบริการสาธารณะที่เป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องให้บริการประชาชน โดยพ.ร.บ.กระทรวง ทบวง กรม ได้กำหนดให้กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับภาระหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขแก่ประชาชน
    ซึ่งในการจัดบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขนี้ แต่เดิมมา รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ให้เพียงพอแก่การดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข ในการสร้างอาคารสถานที่ ครุภัณฑ์ เวชภัณฑ์ วัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยี รวมทั้งงบประมาณในการซ่อมแซมและพัฒนา เพื่อให้สามารถรักษามาตรฐานการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขให้มีมาตรฐานและทันสมัย เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีมาตรฐานและมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเก็บค่าบริการตรวจรักษาจากประชาชนในราคาถูก(คิดกำไรค่ายาเพียง 10%ของราคาทุน) แต่ประชาชนที่ยากจนไม่ต้องจ่ายเงิน โดยโรงพยาบาลสามารถเอาเงินที่เก็บค่าบริการ(เรียกว่าเงินบำรุงโรงพยาบาล)เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในการ ?พัฒนาโรงพยาบาลและจ่ายค่าตอบแทนล่วงเวลา?แก่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลได้
    แต่ในปีพ.ศ. 2545 รัฐบาลได้ตราพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545 และได้จัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายในการให้บริการสาธารณสุขแก่ประชาชนเป็นรายหัวแก่ประชาชน 47 ล้านคน เริ่มจากคนละ 1,200 บาทต่อคนต่อปี โดยรัฐบาลจ่ายเงินงบประมาณในการรักษาประชาชนนี้ ให้แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยที่รัฐบาลได้รวมเอาเงินเดือนและค่าตอบแทนข้าราชการและบุคลากรสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุข รวมอยู่ในงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวนี้ด้วย ทำให้กระทรวงสาธารณสุขขาดงบประมาณในการซ่อมแซม ก่อสร้าง จัดซื้อและพัฒนาโรงพยาบาล รวมทั้งขาดงบประมาณในการจ่ายเงินเดือนแก่บุคลากรของกระทรวงสาธารณสุข และยังขาดรายได้จากการที่ไม่สามารถเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลจากประชาชน 47 ล้านคนในระบบสปสช.นี้ได้ตามปกติ กล่าวคือในปีพ.ศ. 2545-2549 โรงพยาบาลเก็บเงินค่ารักษาได้เพียงครั้งละ 30 บาท ไม่ว่าต้นทุนค่ารักษาจะมากน้อยเพียงใด และต่อมาในปี 2550 เป็นต้นมา โรงพยาบาลไม่สามารถเก็บเงินค่าบริการได้เลย รวมทั้งได้เงินจากสปสช.ไม่เต็มจำนวนเงินเหมาจ่ายรายหัวที่สปสช.ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน ทำให้โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขมีการขาดทุนหลายร้อยแห่ง
    ภาวะดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้โรงพยาบาลต่างๆต้องเอาเงินบำรุงโรงพยาบาลที่มีอยู่เดิม มาใช้จ่ายเพื่อช่วยให้โรงพยาบาลมีเงินซื้อยามาให้การรักษาประชาชนได้ ทำให้ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขต้องหันมาปรับเพิ่มราคาค่าบริการต่างๆของโรงพยาบาลให้สูงขึ้นจากเดิมประมาณ 50-100% ในปีพ.ศ. 2547(1) เช่นเพิ่มค่ายาจากเคยคิดกำไร 10% เป็น30-50% เพิ่มค่าตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ปัสสาวะ เอ็กซเรย์ และตรวจพิเศษอื่นๆอีกในอัตรามากกว่า 50% ขึ้นไป เพื่อให้โรงพยาบาลได้รับงบประมาณค่าใช้จ่ายให้สามารถคุ้มทุนที่ต้องใช้ในการทำงานจริงๆ
    แต่ราคาค่ายาและค่าห้องหรือค่าบริการต่างๆดังกล่าวแล้วนั้น โรงพยาบาลไม่สามารถเรียกเก็บจากสปสช.ที่จ่ายเงิน ?ค่าบริการสาธารณสุข?แทนประชาชน 47 ล้านคนได้ เพราะสปสช.ตั้งราคากลาง และ DRG รวมทั้งกำหนดรายการยาต่างๆไว้แล้ว และสปสช.ไม่จ่ายเงินให้โรงพยาบาลตามการกำหนดราคาใหม่ให้คุ้มกับต้นทุนการดำเนินงานที่แท้จริง
    แต่โรงพยาบาลสามารถเรียกเก็บ ?ค่าบริการสาธารณสุข? ที่มีราคา ?สูงขึ้น? ได้จากระบบประกันสังคมและระบบสวัสดิการข้าราชการ (3)ซึ่งทำให้ผลการวิจัยต่างๆพบว่า ค่าใช้จ่ายในระบบสวัสดิการข้าราชการ ?สูงขึ้น? มากกว่าค่าใช้จ่ายในระบบสปสช.อย่างเห็นได้ชัด ตามที่คุณจอมขวัญอ้างว่าเป็นผลการวิจัย แต่นักวิจัยไม่ยอมอ่านข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขว่า สาเหตุที่โรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขขาดทุน และเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นนั้น เนื่องจากการที่รพ.ของกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการ ?ขึ้นราคา?ค่าบริการและเก็บเงินได้จากสวัสดิการข้าราชการดังที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างต้นและตามข้อมูลจริงของกระทรวงสาธารณสุข(2)
    2.เรื่องการตัดสินใจเรื่องชุดสิทธิประโยชน์การให้บริการทางสุขภาพ และการกำหนดรายการในบัญชียาหลักแห่งชาติ
    ตามข้อกล่าวอ้างของคุณจอมขวัญฯ ว่าผู้ดูแลกองทุนต้องการยาที่มีประสิทธิผลและคุ้มค่า โดยยกตัวอย่างเพียงเรื่องวิตามินและการผ่าตัดเสริมความงามนั้น ดูจะเป็นการอ้างแบบ ?พื้นๆ? เกินไป แต่ความเป็นจริงก็คือ คณะกรรมการยาหลักแห่งชาติหรือคณะกรรมการสปสช.นั้น ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ที่ทันสมัยกับการรักษาทุกโรคที่ในปัจจุบัน มียาใหม่ๆที่มีประสิทธิผลสูงสามารถรักษาโรคมะเร็งที่ร้ายแรงหรือรักษาอากรติดเชื้อที่รุนแรงได้มากขึ้นกว่าเดิม การกำหนดรายการยาที่ไม่ครอบคลุมโรคที่รุนแรงและแต่มียา ?เดิมๆ? ที่เคยรักษามะเร็งหรือโรครุนแรงอื่นๆไม่หาย จะทำให้ผู้ป่วยสูญเสียโอกาสในการที่จะได้รับการรักษาที่ทำให้หายจากโรคและมีสุขภาพดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามที่มียานวัตกรรมใหม่ๆจะช่วยได้ ซึ่งการกำหนดรายการยา โดยเอา ?เงิน? มาเป็นขีดจำกัดการรักษานั้น จะทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสได้รับการรักษาและไม่มีโอกาสได้รับยาที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณภาพในการรักษาโรคที่มีอาการร้ายแรง เช่น มะเร็งต่างๆ หรือโรคเอดส์ ที่มียาหรือนวัตกรรมใหม่ๆในการรักษาที่มีคุณภาพดีขึ้นมาก จนทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีอายุยืนยาวขึ้นกว่าเดิม ที่จะได้รับเพียงยาหรือการรักษาแบบเดิมๆ
    ในปัจจุบัน ผู้ป่วยในระบบสวัสดิการข้าราชการนั้น แพทย์อาจสั่งยาที่มีคุณภาพสูง ที่มีการพัฒนาใหม่ หรือสามารถใช้นวัตกรรมใหม่ๆในการรักษาโรคมะเร็งหลายๆชนิด ที่เป็นยาที่ยังไม่บรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยให้ผู้ป่วยจ่ายค่ายาในส่วนนี้เอง หรือแพทย์ก็อาจจะสั่งใช้ยาเหล่านี้ ให้แก่ประชาชนที่จ่ายเงินเอง หรือมีประกันสุขภาพส่วนตัว (private insurance)หรือผู้ป่วยในโรงพยาบาลเอกชนได้ แต่แพทย์ไม่กล้าสั่งยานี้ให้ประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือระบบประกันสังคม เนื่องจากสปสช.หรือสปส.จะไม่ยอมจ่ายเงินค่ายาเหล่านี้(ที่อยู่นอกบัญชียาหลัก)คืนให้แก่โรงพยาบาล และแพทย์ก็ไม่กล้าขอให้ผู้ป่วยใน 2 ระบบนี้ จ่ายเงินค่ายาเพิ่ม เพราะผู้ป่วยจะไม่เข้าใจและกล่าวหาว่าแพทย์หรือโรงพยาบาล ?เห็นแก่เงิน? ซึ่งทำให้ผู้ป่วยใน 2 ระบบนี้ พลาดโอกาสที่จะได้รับยานวัตกรรมใหม่ๆ ที่อาจจะมีราคาสูงแต่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นกัน
    3.เรื่องการจำกัดการใช้ยาในระบบหลักประกัน 3 ระบบ
    จะเห็นได้ชัดว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการยาหลักแห่งชาติ คณะกรรมการประกันสังคม และกรมบัญชีกลาง ต่างก็ใช้ ?เงิน? เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ในการรักษาสุขภาพ โดยไม่ได้คิดถึง ?คุณภาพการรักษาและคุณภาพชีวิต? ของประชาชน โดยอ้างการมี ?ทรัพยากรจำกัด? ซึ่งทำให้คณะกรรมการและกรมบัญชีกลาง ?หลงเชื่อ?งานวิจัยที่ไม่ได้มองรอบด้าน คือนักวิจัยเหล่านี้ ไม่เปิดใจกว้างรับฟังข้อมูลตามสถานการณ์จริง จากภาคแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งล้วนก็เป็นผู้มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ หรือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการรักษา คิดแต่เรื่อง?จำนวนเงิน? ที่มีอยู่ เอามากำหนดให้แพทย์สั่งการรักษาผู้ป่วยตามมติคณะกรรมการหรือกรมบัญชีกลาง ซึ่งหลงเชื่อการอ้างงานวิจัยที่ไม่มองรอบด้าน ไม่ได้มองดู ?ช้าง? ทั้งตัว คือมองเรื่องค่าใช้จ่ายเท่านั้นมองแต่จะ ?ประหยัดเงิน? แต่ไม่ได้มองไปถึงการรักษาที่มีมาตรฐานและทันสมัย เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ให้ครอบคลุมทุกด้าน
    และฝ่ายที่ต้องส่งมอบเงินให้โรงพยาบาลคือสปสช. ก็ยังจ่ายเงินไม่ครบตามที่ได้รับมาจากรัฐบาล ทำให้โรงพยาบาลขาดเงินหมุนเวียนในการทำงาน แต่คนเหล่านี้ต่างก็ออกมาโจมตีโรงพยาบาลว่า ต้องไม่แสวงกำไร ต้องไม่เอาเงินมาจ่ายค่าทำงานนอกเวลาราชการให้แก่บุคลากร เท่านั้น แต่ไม่ยอมมองว่า โรงพยาบาลของรัฐไม่ได้ต้องการผลกำไร แต่ต้องการ ?เงินทุนหมุนเวียน? เพื่อมาจัดซื้อยา เวชภัณฑ์จัดหาอาคารสถานที่ตียง เทคโนโลยี และมีเงินจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร ให้เหมาะสมกับภาระงานตลอดเวลา 24 ชั่วโมง
    ฉะนั้นจึงขอเสนอ ?ความจริง? (facts) ที่เห็นและเป็นอยู่? ในระบบบริการสาธารณสุขภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปทราบ ผ่านทาง thai publica มาเพื่อให้ช่วยกันเข้าใจในระบบบริการสาธารณะด้านสาธารณสุข เพื่อให้มีมุมมองโดยภาพรวม (เหมือนดูช้างทั้งตัว) ไม่ใช่มองแค่ ?ทรัพยากรการเงิน? เท่านั้น ทั้งนี้โดยเอาคุณภาพชีวิตของประชาชนและมาตรฐานการแพทย์ที่ทันสมัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชนส่วนรวมทั้งประเทศ
    เอกสารอ้างอิง
    1. ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2547 เรื่องการคิดค่าบริการสาธารณสุข
    2.รายงานสถานะการเงินหน่วยบริการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข http://hfo.cfo.in.th

  • http://www.facebook.com/nopadol.sopa Nopadol Soparattanapaisarn

    ปัญหาของระบบสาธารณสุข กับ การประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ เป็นเรื่อง ของ เงิน หรือ เรื่องของ คน

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม